หมายเหตุ : บทความทุกบทความนี้ ท่านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หากนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา ให้ถูกต้องด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
ข้อมูลทางบรรณานุกรม : กาญจนา ตั้งชลทิพย์้."กรุงเทพมหานคร: เมืองโตเดี่ยวตลอดกาลของประเทศไทย". ใน ประชากรและสังคม 2550. วรชัย ทองไทย และสุรีย์พร พันพึ่ง. บรรณาธิการ(นครปฐม: สำันักพิมพ์ประชากรและสังคม, 2550).
พิมพ์บทความ
กรุงเทพมหานคร: เมืองโตเดี่ยวตลอดกาลของประเทศไทย
กาญจนา ตั้งชลทิพย์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

“กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”
(ราชบัณฑิตยสถาน 2550)

กรุงเทพมหานคร พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร
อมรรัตนโกสินทรเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต
มหินทรายุธยา เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้
มหาดิลกภพ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง
นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการน่ารื่นรมย์ยิ่ง
อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย
อมรพิมานอวตารสถิต เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา
สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ ซึ่งท้าวสักกะเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้

(สำนักผังเมือง 2547)

บทเริ่ม
          ในปี 2550 อันเป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา และในปีเดียวกันนี้ กรุงเทพมหานครก็ได้ดำรงความเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานานถึง 225 ปี ซึ่งนอกจากเป็นเมืองหลวงที่มีชื่อยาวที่สุดในโลกแล้ว (ดูกรอบข้างบน) กรุงเทพมหานครยังมีความเป็นเมืองเอกนครหรือความเป็นเมืองโตเดี่ยวมากที่สุดเมืองหนึ่งของโลกอีกด้วย
.(กรุงเทพมหานคร) ได้ตั้งพิธีเสาหลักเมืองเมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือนหก ขึ้นสิบค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๑๔๔
(ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕) ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที
(คัดจากพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่1 อ้างใน นิตยสารสารคดี 2533)
ความเป็นเอกนครหรือความเป็นเมืองโตเดี่ยวคืออะไร?
          ความเป็นเมืองเอกนคร (Primate City) หมายถึง การที่เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศมีจำนวนหรือขนาดของประชากรมากกว่าเมืองอันดับรองอย่างมาก ความเป็นเอกนครจึงได้รับการเรียกขานในอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองโตเดี่ยว ตามลักษณะความเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อย่างมาก มากจนมีขนาดใหญ่ห่างจากเมืองที่ใหญ่รองลงมาอย่างลิบลับ เป็นการเติบโตแต่เพียงเมืองเดียวล้ำหน้าเมืองอื่นๆ ดังนั้น ขนาดของความเป็นเอกนคร (Degree of Primacy) จึงวัดด้วยการคำนวณว่า เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศมีขนาดใหญ่กว่าเมืองใหญ่อันดับสองประมาณกี่เท่าตัว การวัดขนาดของความเป็นเอกนครเป็นวิธีการวัดความเป็นเมืองวิธีการหนึ่งในหลายๆ วิธี เราสามารถวัดความเป็นเมืองด้วยวิธีการที่ไม่ซับซ้อน เช่น วัดจากระดับความเป็นเมือง หรือวัดจากความเป็นเอกนครที่มีการคำนวณหาที่สลับซับซ้อนมากกว่า
ความเป็นเมืองโตเดี่ยวหรือความเป็นเอกนครของกรุงเทพมหานคร
          กรุงเทพมหานครมักได้รับการกล่าวถึงความเป็นเมืองที่มีความเป็นเอกนครสูงสุดเมืองหนึ่งของโลก Sternstein (1986) เคยกล่าวถึงความเป็นเมืองเอกนครของกรุงเทพมหานครว่า เป็น “a paragon - the beau ideal - of a primate city” ซึ่งมีความหมายว่า ความเป็นเอกนครของกรุงเทพมหานครมีความเด่นมากที่สุดเมืองหนึ่ง เป็นความโดดเด่นที่เป็นแบบอย่างของความเป็นเอกนครเลยทีเดียว
ทำไมความเป็นเอกนครของกรุงเทพมหานครจึงมีความโดดเด่นมากที่สุด ถ้าเราศึกษาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน พบว่า ไม่มีเมืองใดในประเทศไทยเลยที่มีประชากรเกินล้านคน ในขณะที่กรุงเทพมหานครมีประชากรล้านคนมาตั้งแต่ปี 2490 (ภัสสร ลิมานนท์ 2525) เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความโตเดี่ยวอย่างมากของกรุงเทพมหานคร สำหรับสถิติของความเป็นเมืองเอกนคร Goldstein (1971) พบว่า ในปี 2490 ประชากรของกรุงเทพฯ มีจำนวนประชากรมากกว่าประชากรของเมืองเชียงใหม่ที่มีประชากรมากเป็นอันดับรองลงมา ถึง 21 เท่า ในปี 2503 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 27 เท่า ของเมืองเชียงใหม่เมืองใหญ่อันดับสอง และ ในปี 2510 เพิ่มเป็น 32 เท่า ของเมืองเชียงใหม่อีกเช่นกัน หรือในปีที่ค่อนข้างปัจจุบัน เช่น ในปี 2541 กรุงเทพมหานครที่มีประชากร 5.6 ล้านคน มีขนาดใหญ่กว่าเมืองนนทบุรีเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศที่มีประชากร 2 แสนกว่าคนถึง 28 เท่า (ปราโมทย์ ประสาทกุล 2543)
          สำหรับในปี 2549 จากข้อมูลของสำนักทะเบียนกลาง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 กรุงเทพมหานครมีประชากร 5,695,956 คน มีขนาดใหญ่กว่าเทศบาลนครนนทบุรีที่ยังคงครองความเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ และมีประชากรอาศัยอยู่ 266,788 คน คิดเป็น 21 เท่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขในปี 2549 นี้จะต่ำกว่าตัวเลขในปี 2541 เหตุผลส่วนหนึ่งน่ามาจากมีการเปลี่ยนการให้คำจำกัดความของความเป็นเมืองที่ให้มีการรวมเขตสุขาภิบาล เมื่อปี 2542 ทำให้ข้อมูลปี 2549 มีจำนวนประชากรเมืองในจังหวัดต่างๆ เพิ่มขึ้นตามคำจำกัดความใหม่ ในขณะที่ข้อมูลปี 2541 ยังใช้จำนวนประชากรตามคำจำกัดความเดิมที่ยังไม่รวมเขตสุขาภิบาลว่าเป็นประชากรเมือง นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งน่ามาจากการที่กรุงเทพมหานครมีการเพิ่มของประชากรที่ช้าลงกว่าพื้นที่อื่นโดยเฉพาะถ้าเทียบกับจังหวัดในปริมณฑล ทำให้ความเป็นเมืองเอกนครของกรุงเทพมหานครลดลง ซึ่งแนวโน้มความเป็นเมืองโตเดี่ยวของกรุงเทพมหานครที่ลดลงนี้ อาจกล่าวได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายของรัฐที่ต้องการลดการเติบโตของกรุงเทพมหานคร ด้วยการกระจายการพัฒนาไปยังพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะจังหวัดในปริมณฑล (Pakkasem 1988)
          ผลจากนโยบายกระจายการพัฒนาไปยังเขตจังหวัดปริมณฑล อันได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ทำให้แผนพัฒนาเมืองในระยะเวลาต่อมาได้รวมกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลเป็นพื้นที่เป้าหมายเดียวกันในการพัฒนาด้านต่าง ๆ โดยเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า Bangkok Metropolitan Region หรือเรียกสั้นๆ ว่า BMR ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไปเมื่อมีการวิเคราะห์ถึงการเติบโตของกรุงเทพมหานครในเชิงพื้นที่ แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเพียงเพื่อชี้ให้เห็นว่า หากพิจารณาถึงความเป็นเมืองโตเดี่ยวโดยมีการรวมเขตพื้นที่เมืองของจังหวัดปริมณฑลกับกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะส่วนที่เป็นพื้นที่เมืองที่ติดกัน ก็จะเห็นถึงความโตเดี่ยวของกรุงเทพมหานครส่วนที่เป็น BMR ที่สูงมาก เพราะถ้ารวมเขตพื้นที่ที่เป็นเมืองของจังหวัดปริมณฑลที่อยู่ติดกับกรุงเทพมหานคร ที่มีประชากรประมาณ 1.2 ล้านคน (1,219,900 คน) กับประชากรของกรุงเทพมหานคร ทำให้กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล (BMR) มีจำนวนประชากรรวมกันมากถึง 6.9 ล้านคน ซึ่งมากกว่าเทศบาลนครเชียงใหม่ที่มีประชากร 0.15 ล้านคน (150,021 คน) และเป็นเมืองใหญ่อันดับสอง (เพราะเมืองใน 5 จังหวัดปริมณฑลถูกรวมกับกรุงเทพมหานครแล้ว) ถึง 46 เท่า หรือหากคิดจากจำนวนประชากรที่เป็นจริงที่มากกว่าตัวเลขตามทะเบียนราษฎรที่มีการตกหล่นจำนวนคนที่ไม่มีชื่อในทะเบียน ก็อาจจะถึง 50 เท่า (ดูบทที่ 1 ปราโมทย์ ประสาทกุล และคณะ. “ระเบิดคนเมือง” ในประเทศไทย)
          จากภาพทั้งหมด ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน กรุงเทพมหานครยังคงดำรงความเป็นเอกนคร เป็นเมืองใหญ่เมืองเดียวที่ทิ้งห่างเมืองอื่นๆ ดังที่ขวัญสรวง อติโพธิ (นิตยสารสารคดี 2533) เคยกล่าวไว้ว่า “ทิ้งห่างจนเกินงาม” มาตลอด และเมื่อมีการขยายอาณาเขตพื้นที่ไปยังปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียง ทำให้ความโตเดี่ยวของกรุงเทพมหานครยังคงทิ้งห่างเมืองอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไปอีกนาน
จำนวนประชากรกรุงเทพมหานคร
          มีความไม่แน่นอนของตัวเลขจำนวนประชากรกรุงเทพมหานครอยู่มาก ตัวเลขจากแหล่งต่างๆ จะแตกต่างกัน โดยมี 2 แหล่งข้อมูลใหญ่ๆ ที่มักถูกใช้อ้างอิงถึงจำนวนประชากรกรุงเทพมหานคร คือ สำมะโนประชากรและเคหะ และทะเบียนราษฎร ของสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่เก็บรวบรวมจากข้อมูลประชากรที่ปรากฏในทะเบียนราษฎร ซึ่งพบว่าทั้งสองแหล่งข้อมูลมีตัวเลขที่ต่ำกว่าที่เป็นจริงอยู่มาก อันเป็นผลเนื่องมาจากการตกการแจงนับของสำมะโนประชากรและเคหะ และการไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะได้กล่าวถึงโดยละเอียดอีกครั้งเมื่อถึงส่วนที่เขียนถึงจำนวนประชากรที่เป็นจริงของกรุงเทพมหานคร
          จำนวนประชากรกรุงเทพมหานคร ตามสำมะโนประชากรและเคหะ ปี 2543 พบว่า มีประชากร 6.35 ล้านคน จากตัวเลขในตาราง 1 แม้จำนวนประชากรของกรุงเทพมหานครได้เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่มีการสำมะโนประชากรและเคหะ แต่อัตราการเพิ่มจะลดลงในทุกครั้งของการสำมะโน
          อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบประชากร กรุงเทพมหานครที่ได้จากการสำมะโนประชากรและเคหะ กับ ตัวเลขจากทะเบียนราษฎร พบว่า มีจำนวนที่ต่างกัน เช่น ในปี 2543 ประชากรกรุงเทพมหานครตามตัวเลขของสำนักทะเบียนกลางมีจำนวน 5,680,380 คน (ดูตาราง ผ1 ในภาคผนวก) น้อยกว่าตัวเลขจากการสำมะโนประชากรและเคหะ ที่มีจำนวน 6,355,144 คน โดยต่างกันเกือบ 7 แสนคน ซึ่งข้อมูลจากสำมะโนประชากรน่าจะใกล้เคียงตัวเลขจริงมากกว่า เพราะเป็นการแจงนับประชากรตามที่อยู่จริง ขณะที่จำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎรจะต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เนื่องจากมีประชากรจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นผู้ที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านที่ตนอาศัยอยู่

ตาราง 1 จำนวนประชากรกรุงเทพฯ อัตราการเพิ่มต่อปี สัดส่วนประชากรกรุงเทพฯต่อประชากรทั้งประเทศ และสัดส่วนประชากรกรุงเทพฯต่อประชากรเมืองทั้งประเทศ ตามปีสำมะโนประชากรและเคหะ ปี 2503-2543

หมายเหตุ: * จำนวนประชากรกรุงเทพฯ ปี 2503 และ 2513 เป็นการรวมประชากรของจังหวัดพระนครและธนบุรี ซึ่งขณะนั้นแยกเป็นคนละจังหวัด และได้รวมกันเป็น “นครหลวงกรุงเทพธนบุรี” เมื่อวันที่ 22ธันวาคม 2514 และเปลี่ยนเป็น “กรุงเทพมหานคร” เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2515
          ** สิ่งที่ควรระวังในการพิจารณาสัดส่วนต่อประชากรเมืองทั้งประเทศ คือ การเปลี่ยนแปลงคำจำกัด ความของเมือง ที่ทำให้ประชากรเมืองเพิ่มขึ้น และส่งผลให้สัดส่วนประชากรกรุงเทพฯ ต่อประชากรเมืองทั้งประเทศลดน้อยลง
ที่มา: คำนวณจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2503ก, 2503ข, 2513ก, 2513ข, 2523, 2533, และ 2543ก
แล้วประชากรกรุงเทพมหานครจริงๆ มีจำนวนเท่าไรกันแน่?
          ปราโมทย์ ประสาทกุล และปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ (2548) เคยวิเคราะห์ว่า ในปี พ.ศ. 2548 ประชากรที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครน่าจะมีจำนวนถึง 7.6 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าจำนวนประชากรจากทะเบียนราษฎร อันเป็นผลจากการไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านของผู้ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น หากต้องการหาจำนวนประชากรกรุงเทพมหานครที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงจากตัวเลขของทะเบียนราษฎร จำเป็นต้องพิจารณาถึงตัวเลขการไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านของผู้ที่อยู่ในกรุงเทพมหานครด้วย ซึ่งในปี พ.ศ. 2535 พบว่า มีผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในกรุงเทพมหานคร โดยชื่อจะยังคงอยู่ในทะเบียนบ้านที่จังหวัดอื่น (ซึ่งอาจเป็นจังหวัดบ้านเกิด) ถึงร้อยละ 31 (Chamratrithirong et al. 1995) และต่อมาการไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านที่ตนอาศัยอยู่ของคนกรุงเทพมหานครได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 (ดูบทที่ 1 ปราโมทย์ ประสาทกุล และคณะ. “ระเบิดคนเมือง” ในประเทศไทย) ดังนั้นเมื่อคำนวณตัวเลขของผู้ที่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของกรุงเทพมหานคร กับสัดส่วนของการไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านในกรุงเทพมหานครที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 พบว่า ในปี 2549 กรุงเทพมหานครที่มีประชากรในทะเบียนราษฎร 5,695,956 คน จะเป็นผู้ที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ จำนวนถึง 2,278,382 คน ทำให้กรุงเทพมหานครมีประชากรที่รวมกันแล้วได้ประมาณ 7,974,338 คน ผลจากการคำนวณการไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนี้ ทำให้ภาพคร่าวๆ ของจำนวนประชากรในกรุงเทพมหานครได้ว่า น่าจะมีถึง 8 ล้านคน
          นอกจากนี้ มักมีการกล่าวเสมอๆ ว่าจำนวนประชากรกรุงเทพฯ ในเวลากลางวันนั้นไม่เท่ากับจำนวนประชากรในเวลากลางคืน เพราะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ผู้ย้ายถิ่นรายวันหรือผู้ที่เดินทางไป-กลับในวันเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Commuter ในภาษาอังกฤษ คนเหล่านี้มักมีที่อยู่อาศัยอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร แต่มีสถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้มักจะอยู่ในจังหวัดปริมณฑล ที่ราคาของบ้านพักอาศัยถูกกว่าในกรุงเทพฯ และใช้เวลาในการเดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานครไม่มากนัก หรืออาจอาศัยอยู่ในจังหวัดใกล้เคียง เช่น พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเรายังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนของคนกลุ่มนี้ แต่ มีข้อมูลจากการสำรวจ ในปี 2533 พบว่า ในจังหวัดนนทบุรีมีประชากรร้อยละ 23 ที่กำลังเรียนหนังสือต้องเดินทางไปเรียนหนังสือในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร และร้อยละ 19 ของประชากรที่กำลังทำงานเดินทางไปทำงานในกรุงเทพมหานครทุกวัน (นิตยสารสารคดี 2533) ข้อมูลนี้แม้จะค่อนข้างเก่าแต่ก็ชี้ให้เห็นว่า เพียงแค่คนในจังหวัดนนทบุรีเพียงจังหวัดเดียวยังมีคนเดินทางไปกลับเข้ากรุงเทพฯ มากเท่านี้ ดังนั้น ในเวลากลางวันจึงน่าจะมีคนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงของไทยมากกว่า 8 ล้านคน แน่นอน ซึ่งอาจจะมีถึง 10 ล้านคนทีเดียว
ปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรกรุงเทพมหานคร

          ในการวิเคราะห์ถึงการเพิ่มขึ้นของประขากรเมือง Goldstein (1972) ได้สรุปว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรเมืองเป็นผลจากปัจจัยหลักๆ 4 ปัจจัย คือ 1) จากการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ อันเกิดจากผลต่างของจำนวนการเกิดและการตาย 2) จากการย้ายถิ่นสุทธิ อันเกิดจากผลต่างของจำนวนการย้ายถิ่นเข้าและการย้ายถิ่นออก 3) จากการเปลี่ยนแปลงของขอบเขตพื้นที่ความเป็นเมืองที่มีการขยายออกไป และ 4) การกำหนดเขตเมืองใหม่ เช่นมีการให้คำจำกัดความของคำว่าเมืองใหม่ เป็นต้น สำหรับการเพิ่มขึ้นของประชากรกรุงเทพฯ เกิดจาก 3 ปัจจัย คือ การเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ การย้ายถิ่นสุทธิ และการเปลี่ยนแปลงของขอบเขตพื้นที่ความเป็นเมืองที่มีการขยายออกไป
          ในตาราง 1 ชี้ให้เห็นว่า ประชากรกรุงเทพมหานครมีการเพิ่มขึ้นตลอด แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นช้าลง การเพิ่มขึ้นของประชากรกรุงเทพมหานครนั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน ในอดีต โดยเฉพาะในช่วง กลางศตวรรษที่19 และต้นศตวรรษที่ 20 Sternstein (1982) คาดว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรกรุงเทพมหานครน่ามาจากผู้อพยพคนจีน ที่ส่วนหนึ่งอพยพย้ายถิ่นเข้ามาเพื่อทำงานรับจ้างภาคเกษตร และเป็นกรรมกรในการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ และส่วนหนึ่งหนีภัยจากการสู้รบภายในประเทศ (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ 2548) แต่ในช่วงเวลาต่อมา ระหว่าง พ.ศ. 2483-2493 (1930-1950) นั้น เป็นผลจากการเพิ่มตามธรรมชาติ ที่เกิดจากการตายที่ลดลงมากกว่า (Sternstein 1982) และการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติก็ยังคงเป็นปัจจัยหลักต่อเนื่องมาจนถึงช่วง พ.ศ.2498-2503 โดยทั้ง Goldstein (1972) ที่ใช้ข้อมูลสำมะโนประชากร ปี 2503 ในการวิเคราะห์ และ Sternstein (1982) ที่ใช้ข้อมูลทะเบียนราษฎร และข้อมูลสถิติการตายในการวิเคราะห์ต่างก็ได้ผลตรงกันว่า เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ แม้แต่ในช่วงเวลาหลังๆ เช่น ระหว่าง ปี พ.ศ. 2523-2533 ที่ จินตนา เพชรานนท์ และคณะ (Pejaranonda et al. 1995) ได้ใช้ข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะปี 2533 ในการวิเคราะห์ ก็ยังพบว่า การเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติยังเป็นปัจจัยหลัก โดยการเพิ่มขึ้นของประชากรกรุงเทพมหานคร เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติร้อยละ 62 และเป็นผลจากการย้ายถิ่นสุทธิร้อยละ 38 ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากจำนวนหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ยังมีอยู่ในกรุงเทพมหานครจำนวนมากนั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ที่ใช้ข้อมูลจาก สำมะโนประชากรและเคหะ ปี 2543 ที่พบว่า ผู้ย้ายถิ่นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรของกรุงเทพมหานครน้อยกว่าผู้ที่ไม่ย้ายถิ่น (Tangchonlatip 2005) อย่างไรก็ตาม การย้ายถิ่นจะเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ (Pejaranonda et al. 1995)

ตาราง 2 จำนวนประชากรย้ายถิ่นเข้าสุทธิ (Net Migration Gain) ของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2498-2543

ที่มา: ปรับจาก ตาราง 3.1 ใน Sassangkarn and Chalamwong (1994)
          จากตาราง 2 จะเห็นได้ว่า จำนวนประชากรที่กรุงเทพมหานครได้รับจากการย้ายถิ่นเข้าสุทธิ จะเพิ่มขึ้นมากในช่วง ระหว่างปี พ. ศ. 2518-2523 ที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (Exported-oriented Industrialization) และมีจำนวนสูงสุดในระหว่างปี พ. ศ. 2528-2533 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของไทยมีการเติบโตรวดเร็วมาก หรือที่รู้จักกันว่าเป็นช่วงของเศรษฐกิจฟองสบู่นั่นเอง (2535-2540) แต่จำนวนก็ได้ลดลงในช่วงเวลาต่อมา คือ ช่วงของเศรษฐกิจฟองสบู่แตก (2540-2543) ที่ส่งผลทำให้มีการย้ายถิ่นเข้ามาในกรุงเทพมหานครน้อยลง ขณะเดียวกันก็มีการย้ายถิ่นออกมากขึ้น เพราะการปิดตัวของธุรกิจต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการต้องออกจากงาน หรือได้รับรายได้ลดลง ทำให้จำนวนผู้ย้ายถิ่นสุทธิเข้ามาในกรุงเทพมหานครลดน้อยลง แต่ก็พบว่า ยังมีจำนวนไม่น้อยทีเดียว
          ในขณะเดียวกัน การย้ายถิ่นได้เริ่มเบนทิศทางจากเข้ากรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดปริมณฑลมากขึ้น และมากกว่าเข้ามาในกรุงเทพมหานครเสียอีก (ดูตาราง ผ2 ในภาคผนวก) ซึ่งเป็นผลจากนโยบายการพัฒนาที่เริ่มมีกระจายไปยังเขตปริมณฑลมากขึ้น และส่วนหนึ่งเนื่องมาจากกรุงเทพมหานคร มีประชากรอยู่หนาแน่นมากจนมีการย้ายออกไปอยู่ในจังหวัดข้างเคียงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขก็ได้ชี้ให้เห็นว่า จำนวนผู้ย้ายถิ่นในกรุงเทพมหานครไม่ได้ลดลงมากนัก นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครเองก็ยังมีประชากรแฝงที่ไม่ได้ถูกแจงนับ และมีผู้ย้ายถิ่นแบบไป-กลับ ที่ไม่ได้ถูกนับว่าเป็นผู้ย้ายถิ่นอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ผู้ย้ายถิ่นในกรุงเทพมหานครจึงยังมีจำนวนมากอยู่
          จึงอาจสรุปได้ว่า การย้ายถิ่นยังคงมีบทบาทสำคัญต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นของกรุงเทพมหานคร แม้จะมีการกระจายการย้ายถิ่นไปยังปริมณฑลและจังหวัดใกล้เคียงก็ตาม
อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้มีการย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพมหานครมากกว่าพื้นที่อื่น

          นอกจาก เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจที่มีความต้องการแรงงานจำนวนมากเป็นแรงดึงดูด และสภาวะเศรษฐกิจของภาคชนบทที่รายได้จากการเกษตรไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ที่ทำให้มีการอพยพเข้ามาหางานทำในกรุงเทพมหานครของคนชนบทจากภาคต่าง ๆ จำนวนมากแล้ว ความเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครในทุก ๆ ด้านก็น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญเช่นกัน
          หากดูถึงแผนการพัฒนาของประเทศไทยที่ผ่านมา พบว่าแผนพัฒนาตั้งแต่ฉบับที่ 1 - 3 (2504-2519) ได้เน้นการสร้างระบบสาธารณูปโภคในกรุงเทพมหานครเป็นหลัก ไม่ว่าเป็นระบบไฟฟ้า ประปา การคมนาคมขนส่ง การจัดตั้งสถานการศึกษา การสาธารณสุข (Pakkasem 1988) อีกทั้งยังสนับสนุนการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตสินค้าส่งออกในกรุงเทพฯ ในแผนพัฒนาฉบับที่ 4 - 6 (2520-2534) แม้ยังมีการสร้างระบบสาธารณูปโภคในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มมีแผนการพัฒนาที่มีการกระจายไปสู่จังหวัดปริมณฑล และจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียง เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครนายก และไปทางภาคตะวันออก โดยมีการริเริ่มโครงการ Eastern Sea Board ขึ้นในแผนพัฒนาฉบับที่ 5 (2525-2529) นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนให้มีการกระจายการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดรอบๆ กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่จะผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ความเป็น NICs ทำให้แผนพัฒนาฉบับที่ 6 (2530-2534) ที่แม้มีความพยายามกระจายการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคอื่น แต่ก็มีแผนพัฒนากรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาของประเทศ (Pakkasem 1988) ทำให้กรุงเทพมหานครยังคงเติบโตและเป็นแหล่งดึงดูดผู้ย้ายถิ่น ต่อมาในแผนพัฒนาฉบับที่ 7 (2535-2539) ได้มีการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคในเขตจังหวัดปริมณฑลมากขึ้น และเริ่มมีการขยายการสร้างไปยังพื้นที่จังหวัดในภาคกลางอื่นๆ และไปยังภาคตะวันออกด้วย
          การพัฒนาที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากแผนพัฒนาที่เน้นกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ได้เป็นการช่วยเร่งการเติบโตของกรุงเทพมหานครให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากทำให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีสถาบันการเงิน ธุรกิจใหญ่ ๆ อีกทั้งเป็นตลาดแรงงานที่สำคัญแล้ว กรุงเทพมหานครยังเป็นศูนย์กลางคมนาคมของประเทศ ที่ดูเหมือนว่าถนนหลักทุกสาย รถไฟเกือบทุกขบวน เรือขนส่งแทบทุกลำจะมีเป้าหมายที่กรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการเดินทางที่ไม่ว่าใครจะไปไหนไปที่ใด เหนือ-ใต้-ตะวันออก-ตะวันตกก็ต้องเดินทางผ่านกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังเป็นศูนย์กลางด้านสังคมและวัฒนธรรมของประเทศ อาทิเช่น ด้านการศึกษาที่มีโรงเรียนที่มีชื่อเสียง มีความเข้มแข็งทางวิชาการ ที่หากมีโอกาสได้เข้าเรียนแล้วจะช่วยทำให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ยังตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครอีกเช่นกัน หรือความเป็นศูนย์กลางทางสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครที่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีแพทย์ และบุคลากรที่มีความสามารถทำงานอยู่มากมาย สำหรับด้านศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานครมีสถานที่สำคัญที่เป็นศูนย์กลางของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง วังอันเป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัว วัดและสถานที่ทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย อีกทั้งเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมสำคัญตามประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ
          ความเป็นกรุงเทพมหานครที่เป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองที่เป็นศูนย์กลางของประเทศในทุก ๆ ด้าน ย่อมมีส่วนดึงดูดทั้งทรัพยากรการลงทุนต่าง ๆ และผู้คนจากพื้นที่อื่น ๆ เข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ย้ายถิ่นเข้ามาในกรุงเทพมหานครไม่ว่าเป็นด้วยเหตุผลใด จึงมีจำนวนมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศอย่างเด่นชัด
          ณ เวลาปัจจุบัน แม้มีเมืองอื่น ๆ ได้รับแบ่งปันประโยชน์จากนโยบายกระจายการพัฒนาของรัฐ ซึ่งได้ส่งผลทำให้ความเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครลดน้อยลงบ้างแล้ว แต่ก็ดูเหมือนกรุงเทพมหานครยังมีการเติบโตด้านจำนวนประชากรอยู่ แม้ว่าเป็นการเติบโตที่ช้าลงก็ตาม
อะไรเป็นส่วนที่ทำให้กรุงเทพมหานครมีความโดดเด่นเหนือเมืองอื่นๆ

          นอกเหนือจากเหตุผลที่มาจากผลของนโยบายการพัฒนาประเทศที่ทำให้กรุงเทพมหานครมีความโดดเด่นเหนือเมืองอื่น ๆ ของประเทศแล้ว ความเป็นมาของกรุงเทพมหานครยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมความเป็นเมืองเอกให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ในการสร้างกรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงได้สอดแทรกคติความคิดความเชื่อที่เน้นความเป็นศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครมาตลอด เช่น การให้พระบรมมหาราชวังเป็นศูนย์กลางที่อิงความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีกำแพงเมืองที่ดูเสมือนเป็นกำแพงกั้นระหว่างโลกมนุษย์ และสวรรค์ (Korff 1989) นอกจากนี้ทำเลที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร ที่เดิมเป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน เป็นเมืองท่าที่บรรดาเรือสินค้าจากต่างประเทศมาเทียบจอดเพื่อขนถ่ายสินค้า กรุงเทพมหานครจึงเป็นศูนย์กลางทางการค้ามาตั้งแต่ในอดีต ความเป็นศูนย์กลางการปกครองประเทศก็เป็นปัจจัยที่ยิ่งเน้นความเป็นเมืองเอกของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมีการปฏิรูปการบริหารประเทศที่รวมศูนย์การปกครอง (Centralization) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ยิ่งส่งผลทำให้ศูนย์กลางการปกครองประเทศอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มากขึ้น และเป็นมาตลอดจนถึงปัจจุบัน
           ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ความเป็นเมืองหลวงที่มีความโดดเด่นในทุก ๆ ด้านทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ได้ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอย่างมากมาย ทั้งจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ ความสะดวกสบายในการเดินทาง อันเป็นผลจากนโยบายการพัฒนาของประเทศที่ผ่านมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กรุงเทพมหานครมีความเป็นกรุงเทพมหานครที่มีประวัติความเป็นมาที่พิเศษไม่ธรรมดา ที่ทำให้กรุงเทพมหานครไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมของประเทศในทุก ๆ ด้าน ที่คนไทยทุกคนอยากมาเยี่ยมเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต
การขยายตัวของกรุงเทพมหานครในมิติของพื้นที่

          กรุงเทพมหานครมีการขยายตัวของพื้นที่  ตามลักษณะการใช้พื้นที่ที่มีการขยายออกไปเรื่อย ๆ โดยในระยะแรกของการขยายเมืองยังคงอยู่ในขอบเขตพื้นที่ส่วนที่เป็นกรุงเทพมหานคร ต่อมามีการขยายไปยังจังหวัดข้างเคียงที่อยู่ติดกันตามลักษณะการเติบโตของเมืองแบบมหานคร (Metropolitan Growth) และได้เติบโตมากขึ้นจากการมีส่วนขยายของเมืองไปยังจังหวัดอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ในลักษณะของ EBMR (Extended Bangkok Metropolitan Region) ที่มีความเป็นเมืองที่ต่อเนื่องติดต่อกัน และมีความเป็นเมืองที่เรียกว่า อภิมหานคร (Megalopolis) ตามรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไป

กรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Area หรือ Bangkok Proper)

          เมื่อกรุงเทพมหานครได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2325กรุงเทพมหานครมีพื้นที่เพียง 4.14 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,589 ไร่ เท่านั้น โดยประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตกำแพงเมืองตั้งแต่คลองโอ่งอ่าง บางลำพู จนถึงแม่น้ำเจ้าพระยา และริมคลองใกล้เคียงกำแพงเมือง พื้นที่ที่เหลือยังเป็นที่ลุ่มและป่ารกร้างว่างเปล่า (สำนักผังเมือง 2547) เมื่อมีประชากรมากขึ้นก็ได้มีการขยายเมืองออกไปนอกเขตกำแพงเมือง ขุนนางข้าราชการตั้งบ้านเรือนอยู่ตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) ส่วนประชาชนทั่วไปที่มีเรือกสวนไร่นาก็มักอาศัยอยู่นอกออกไป
          ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อประชากรในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้น จึงโปรดให้ขยายเมืองออกไปอีกชั้นหนึ่ง ด้วยการขุดคลองผดุงกรุงเกษมทางทิศตะวันออกเป็นคูเมืองชั้นนอก และเริ่มเข้าสู่ระบบการคมนาคมทางบก เมื่อมีการสร้างถนนเจริญกรุง บำรุงเมือง และเฟื่องนคร ต่อมาเมื่อมีชาวต่างประเทศเข้ามาอาศัยในพระนครมากขึ้น จึงมีการตัดถนนสีลม ทำให้ชุมชนขยายออกไปทางทิศใต้ของพระนคร และมีการสร้างอาคาร ร้านค้าตามแบบตะวันตก ตามถนนที่เพิ่งตัดใหม่ ซึ่งมีหลักฐานว่า ในปี พ.ศ. 2443 พื้นที่เมืองได้ขยายเพิ่มเป็น 13.32 ตารางกิโลเมตร หรือ 8, 330 ไร่ และต่อมาได้มีการขยายเมืองออกไปทางทิศเหนือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระราชวังดุสิต สวน และวังต่าง ๆ พระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ จึงมีการสร้างถนนราชดำเนินเพื่อให้เป็นถนนเชื่อมพระบรมมหาราชวังกับวังต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการสร้างถนน สะพาน สิ่งก่อสร้าง ขุดคลอง เพื่อเป็นเส้นทางคมนาคม และขนส่งผลผลิต และการเพาะปลูก ตลอดจนก่อสร้างเส้นทางรถไฟ (สายแรกจากกรุงเทพฯ ไปสมุทรปราการ และต่อมามีรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯ ถึงอยุธยา) และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น รถราง ประปา ไปรษณีย์ ทำให้กรุงเทพมหานครมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างมาก (สำนักผังเมือง 2547)
          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนระบบการคมนาคมทางน้ำเป็นทางบกอย่างมาก เมื่อมีการสร้างถนนสายใหม่ ๆ โดยเฉพาะไปทางทิศตะวันออกของเมือง ส่วนทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาได้เริ่มขยายมากขึ้น เมื่อมีการสร้างสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเชื่อมเมืองฝั่งตะวันออก (ฝั่งพระนคร) กับฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่กรุงเทพมหานครได้รับการสถาปนามาครบ 150 ปี
          ในปัจจุบัน หากพิจารณา พื้นที่ที่เป็นเขตกรุงเทพมหานครจริง ๆ กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่เพียง 1,568. 7 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.3 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทย (513,115 ตารางกิโลเมตร) และหากจัดอันดับเรียงตามขนาดพื้นที่ทั้ง 76 จังหวัด กรุงเทพมหานครจะมีขนาดพื้นที่อยู่ที่อันดับ 68 ของประเทศ ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่กว่าอีกเพียง 8 จังหวัดเท่านั้น คือ จังหวัดปทุมธานี สมุทรปราการ อ่างทอง สมุทรสาคร สิงห์บุรี นนทบุรี ภูเก็ต และสมุทรสาคร
          หากดูความหนาแน่นของประชากร ใน ปี 2549 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่เพียง 1,568. 7 ตารางกิโลเมตร แต่มีความหนาแน่นของประชากรถึง 3,631 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร ขณะที่ประเทศไทยมีความหนาแน่นของประชากรเพียง 122.4 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร หรือจังหวัดนนทบุรีที่มีความหนาแน่นของประชากรเป็นอันดับสองของประทศ พบว่า มีความหนาแน่นเพียง 1,605.4 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร ตัวเลขข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงความแออัดของกรุงเทพมหานครได้อย่างชัดเจน
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานคร แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 50 เขต และมีการจัดแบ่งเขตเป็น 3 กลุ่มพื้นที่ตามที่ตั้งของพื้นที่ คือ 1) เขตชั้นใน ประกอบด้วย 21 เขตการปกครอง 2) เขตชั้นกลาง ประกอบด้วย 18 เขตปกครอง และ 3) เขตชั้นนอก ประกอบด้วย 11 เขตปกครอง (สำนักผังเมือง 2547)
          นอกจากนี้ ทางสำนักผังเมืองยังได้จัดแบ่งพื้นที่ของกรุงเทพมหานครตามการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ที่เริ่มต้นจากบริเวณเขตเมืองชั้นในและค่อย ๆ ขยายพื้นที่ออกไปตามการใช้พื้นที่ และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 บริเวณหลัก คือ 1) เขตเมืองชั้นใน (Inner City) ประกอบด้วยศูนย์กลางเมืองเดิมและเขตต่าง ๆ รวม 22 เขต เป็นพื้นที่ที่มีการตั้งถิ่นฐานชุมชนในระยะแรกและพื้นที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ สถานที่ราชการ สถานศึกษา ย่านธุรกิจการค้าหนาแน่น มีความหนาแน่นประชากรในเขตต่าง ๆ ส่วนใหญ่เกินกว่า 10,000 คน ต่อตารางกิโลเมตร 2) เขตชั้นกลางหรือเขตต่อเมือง (Urban Fringe) เป็นเขตที่มีการขยายตัวของประชากร กิจกรรมทางการค้าและที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งอยู่ในรัศมีระหว่าง 10-20 กิโลเมตรจากศูนย์กลางเมือง ซึ่งในปัจจุบันเป็นบริเวณที่มีการพัฒนาเมืองอย่างกระจัดกระจาย (Urban Sprawl) ประกอบด้วย พื้นที่ทางฝั่งตะวันออก 14 เขต และทางฝั่งตะวันตก 8 เขต และ 3) เขตชั้นนอกหรือเขตชานเมือง (Suburb) เป็นพื้นที่เขตชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังมีพื้นที่ว่างและพื้นที่เกษตรกรรมอยู่เป็นส่วนใหญ่ และมีสัดส่วนสูงกว่าพื้นที่พัฒนาแบบเมือง โดยมีลักษณะผสมระหว่างเมืองและชนบท เป็นเขตที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองเกินกว่า 20 กิโลเมตรทางฝั่งตะวันออก ประกอบด้วย เขตมีนบุรี คลองสามวา หนองจอก ลาดกระบัง และทางฝั่งตะวันตก ได้แก่ เขตบางบอน และเขตบางขุนเทียน (สำนักผังเมือง 2547)
          จึงเห็นได้ว่า กรุงเทพมหานครมีความแตกต่างของพื้นที่ด้านการกระจายตัวของประชากร และการใช้ที่ดิน เขตชั้นในมีความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างสูง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตธุรกิจการค้า และสถานที่สำคัญ ๆ ส่วนเขตชั้นกลางที่เป็นพื้นที่ที่ถัดออกมา เป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวของประชากรและภาคธุรกิจการค้าต่าง ๆ ที่กระจายตัวออกมาจากเขตชั้นใน ในขณะที่เขตชั้นนอกอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองมาก มีความหนาแน่นของประชากรน้อยลง และยังมีพื้นที่ส่วนที่เป็นเกษตรกรรมอยู่ จึงมีลักษณะเศรษฐกิจผสมผสานของเกษตรกรรม การค้า และอุตสาหกรรม
          อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการปรับเปลี่ยนนโยบายพัฒนาเมืองในเวลาต่อมา ทำให้มีการขยายการพัฒนาทั้งของภาครัฐและเอกชนไปยังจังหวัดที่ติดกับกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดปริมณฑลทั้ง 5 จังหวัด ผลของการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นด้านระบบสาธารณูปโภค การลงทุนของภาคธุรกิจต่างๆ การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ตามความต้องการที่อยู่อาศัยของประชากร ทำให้จังหวัดปริมณฑลมีความเจริญที่ดึงดูดให้มีผู้เข้าไปอยู่อาศัยจำนวนเพิ่มมากขึ้น ในแผนพัฒนาเมืองในระยะหลังต่อมา จึงเน้นการพัฒนาที่คลุมพื้นที่ทั้งเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (BMR--Bangkok Metropolitan Region)

          เป็นพื้นที่ที่เป็นพื้นที่รวมของกรุงเทพมหานครและอีก 5 จังหวัดปริมณฑล คือ สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และนนทบุรี ส่วนที่เป็น BMR นี้ มีพื้นที่ทั้งหมด 7,761.6 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตที่เรียกว่า เขตมหานคร (Metropolis) ที่หมายถึง เขตพื้นที่ที่มีเมืองศูนย์กลาง และมีพื้นที่เมืองอื่น ๆ อยู่ล้อมรอบเมืองศูนย์กลางดังกล่าว โดยเขตพื้นที่เมืองที่ล้อมรอบเหล่านี้มีการผสมผสานทางเศรษฐกิจและสังคมกับเมืองศูนย์กลาง (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม 2524)
          การเกิดเขตที่เป็นมหานครของกรุงเทพฯ นั้น เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะกรุงเทพมหานคร แต่มีการขยายการพัฒนาด้านต่าง ๆ ไปในเขตจังหวัดปริมณฑล อาทิ ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่ส่งผลทำให้มีการไปตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น มีการขยับขยายไปตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร และได้ส่งผลทำให้เกิดความต้องการแรงงานในพื้นที่มากขึ้นตามมา นอกจากนี้ยังมีการย้ายสถานที่ราชการสำคัญ ๆ ไปในเขตปริมณฑล โดยเฉพาะที่จังหวัดนนทบุรี ตลอดจนมีการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์อันเป็นผลจากตามความต้องการของที่อยู่อาศัยทั้งจากประชากรในพื้นที่ ผู้ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ และผู้ที่ต้องการบ้านพักอาศัยในราคาที่ไม่แพงนัก เนื่องจากบ้านที่อยู่ในเมืองชั้นในและชั้นกลางของกรุงเทพมหานครมีราคาสูงมาก ทำให้มีการย้ายบ้านเรือนออกไปอยู่ตามชานเมือง หรือพื้นที่ในจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เขตพื้นที่ที่อยู่ติดกับกรุงเทพมหานครของจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม จึงมีบ้านจัดสรรผุดขึ้นอย่างมากมาย (NESDB/UNDP/TDRI nd.) จนในปัจจุบันเองแทบไม่สามารถแยกเขตของกรุงเทพมหานครกับเขตของจังหวัดปริมณฑลได้เลย เพราะมีพื้นที่ของความเป็นเมืองที่ต่อเนื่องกันจนเรียกได้ว่าเป็นเมืองเดียวกัน
          การขยายการใช้พื้นที่ ไปยังจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกรุงเทพมหานคร ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในบริเวณพื้นที่ที่ติดกับกรุงเทพมหานคร และได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพของพื้นที่ในบริเวณนี้อย่างมาก ในการวางแผนการพัฒนาในระยะต่อมา จึงได้ขยายพื้นที่การพัฒนาที่ครอบคลุมพื้นที่ที่รวมจังหวัดปริมณฑลเข้าไปด้วย แทนที่ที่จะเป็นการพัฒนากรุงเทพมหานครโดด ๆ เพียงจังหวัดเดียวเหมือนที่เป็นมาในอดีต และพื้นที่นี้ได้กลายเป็นเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือที่เรียกกันว่า BMR (Bangkok Metropolitan Region)
กรุงเทพมหานคร จังหวัดปริมณฑล และ จังหวัดใกล้เคียง (EBMR--Extended Bangkok Metropolitan Region)

          ขอบเขตพื้นที่ส่วนขยายของกรุงเทพมหานครนั้น มีการเปลี่ยนแปลงตามการพัฒนาในพื้นที่ที่ขยายออกไป เช่น ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 7 (2535-2539) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกำหนดขอบเขตพื้นที่ ส่วนขยายของกรุงเทพมหานครที่ครอบคลุมพื้นที่ของ 5 จังหวัดปริมณฑล และอีก 3 จังหวัดใกล้เคียง คือ พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ต่อมา ผลจากนโยบายที่ต้องการขยายพื้นที่ความเจริญออกไปจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งในระยะหลังเงินลงทุนจากต่างประเทศได้เริ่มให้การสนับสนุนการลงทุนในจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น การพัฒนาด้านต่าง ๆ จึงได้ขยายไปยังจังหวัดใกล้เคียง ทำให้พื้นที่ส่วนขยายของมหานคร หรือ BMR ครอบคลุมไปถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสระบุรีทางภาคเหนือ ทางทิศตะวันตกขยายไปทางจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี และยังขยายไปถึงเมืองตลอดแนวชายฝั่งทะเลตะวันออก คือ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง (NESDB/UNDP/TDRI nd.)
          EBMR จึงครอบคลุมพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร จังหวัดปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง เป็นการขยายพื้นที่พัฒนาในจังหวัดในภาคกลางมากขึ้น ซึ่ง Jones et al. (1999) ได้แบ่งเขตพื้นที่ของกรุงเทพมหานครที่ขยายออกไปนี้ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรและการจ้างงานใน อภิมหานคร (Megacities) ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ เป็น 3 เขตใหญ่ๆ คือ 1) เขตที่เป็นกรุงเทพมหานคร (Bangkok Proper) 2) เขตวงแหวนชั้นใน (Inner ring) ที่เป็นพื้นที่ของจังหวัดปริมณฑล และ 3) เขตวงแหวนชั้นนอก (Outer ring) ที่ครอบคลุมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ที่พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของประชากรและการจ้างงานในพื้นที่นี้มาก
          ในระยะเวลาต่อมา พื้นที่ส่วนขยายของ BMR ได้มีการขยายออกไปโดยครอบคลุมอีกหลายจังหวัด รวม ทั้งหมด 19 จังหวัด คือกรุงเทพมหานครรวมกับอีก 18 จังหวัดในภาคกลาง ที่แบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อย ๆ (IMAC 2007) ที่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพที่เด่นชัดที่สามารถพัฒนาในด้านต่าง ๆ ได้แก่
          1. BMR Sub-region รวมพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด คือ สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และนนทบุรี เขตนี้มีลักษณะเด่นของพื้นที่ คือ เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมด้านการเงิน การศึกษา เป็นศูนย์รวมของหน่วยงานด้านเทคนิคต่างๆ ด้านธุรกิจ รวมถึงธุรกิจแฟชั่น
          2. Central Sub-region มีทั้งหมด 3 จังหวัด คือ สระบุรี อ่างทอง และ พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ที่มีความเด่นชัดในด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการการผลิต ผลผลิตที่ป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และบริการที่เกี่ยวข้องกับการผลิต นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางในการผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง
          3. East Sub-region มีทั้งหมด 5 จังหวัด คือ นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง เป็นพื้นที่ของอุตสาหกรรมหนัก เป็นศูนย์กลางที่เข้าถึงท่าเรือสำคัญ ที่รวมถึงระบบการบริการเครือข่ายต่าง ๆ มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางด้านวิจัยและพัฒนา ที่รวมถึง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
          4. West Sub-region มีทั้งหมด 5 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี และสมุทรสงคราม พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งสันทนาการสำคัญ มีอุตสาหกรรมที่ผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสูง และ software ต่าง ๆ
          ดังนั้น ในมิติเชิงพื้นที่ กรุงเทพมหานคร จึงมีการขยายออกไปมากและออกไปทุกทิศ ตามนโยบายที่ต้องการขยายการพัฒนาไปยังพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพ และมีการสร้างเครือข่ายถนน มีถนนวงแหวนเชื่อมต่อกัน มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทำให้พื้นที่ส่วนที่ขยายออกไปได้รับการพัฒนา และมีการเติบโตทางด้านประชากรและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จนกล่าวได้ว่า บริเวณที่ขยายออกไปนี้เป็นเมืองบริวารของกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นมาในลักษณะที่อยู่ล้อมรอบกรุงเทพฯ ไว้ ทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองอภิมหานคร (Megalopolis) ที่หมายถึง การที่เป็นเมืองเอกอยู่แล้ว แต่ยังมีฝูงเมืองเกิดขึ้นทุกทิศทาง (นิตยสารสารคดี 2533) ส่วนที่เป็น Extended Bangkok Metropolitan Region (EBMR) นี้ จึงยังคงเป็นพื้นที่หลักของนโยบายการพัฒนาเมืองของประเทศไทยต่อไป
อนาคตของกรุงเทพมหานคร

ในอนาคตประชากรกรุงเทพมหานครจะมีจำนวนเท่าไร?
          มีการคาดประมาณจำนวนประชากรกรุงเทพมหานคร จากนักวิชาการหลายท่าน พบว่ามีความแตกต่างของตัวเลขตามฐานข้อมูลที่ใช้ในการคาดประมาณ และวิธีการที่ใช้ เช่น ตัวเลขจากการฉายภาพประชากรที่ทำโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (2546) พบว่า กรุงเทพมหานครมีการเพิ่มขึ้นของประชากรที่ไม่มากนัก และอัตราการเพิ่มก็จะค่อย ๆ ลดลง โดยในปี พ. ศ. 2548 ประชากรกรุงเทพมหานครมีจำนวน 6.8 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.1 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2553 เพิ่มเป็น 7.27 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2558 และเพิ่มเป็น 7.34 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในจำนวนที่ไม่มากเลย
          หากดูตัวเลขการคาดประมาณของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในตาราง 3 จะพบว่าจำนวนประชากรกรุงเทพมหานครมีมากกว่าการฉายภาพข้างต้น แต่ก็ไม่มากนัก โดยปี พ.ศ. 2553 มีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 7.9 ล้านคน มีความต่างกันเพียง 8 แสนคน อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะต่างกัน แต่ผลจากการคาดประมาณของทั้งสองแหล่งข้อมูล ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มประชากรกรุงเทพฯ ที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง ๆ ซึ่งสาเหตุหลัก คือ การย้ายถิ่นเข้ามาในกรุงเทพมหานครที่มีแนวโน้มลดน้อยลง (ดูตาราง ผ2 ในภาคผนวก) ประกอบกับอัตราเพิ่มตามธรรมชาติของประชากรในกรุงเทพมหานคร ก็เริ่มต่ำลงมากด้วย เช่น ในสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2543 พบว่า คนกรุงเทพฯ มีภาวะเจริญพันธุ์รวมเพียง 1.5 ซึ่งหมายความว่า ผู้หญิงที่เคยสมรสอายุ 15-49 ปี 1 คน จะมีจำนวนบุตรเกิดรอดโดยเฉลี่ยประมาณ 1.5 คน ขณะที่ภาวะเจริญพันธุ์รวมในระดับประเทศเท่ากับ 1.7 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2543ก) ปัจจัยเหล่านี้ได้ส่งผลต่อการเพิ่มที่ช้าลงของจำนวนประชากรในกรุงเทพมหานคร

ตาราง 3 จำนวนประชากร และอัตราเพิ่มประชากร จำแนกตามพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร และ 5 จังหวัดปริมณฑล ปี พ.ศ. 2543-2553 (ค่าคาดประมาณ)

ที่มา: ปรับจากตาราง 9.3 ใน Krongkaew (1996)
คนกรุงเทพมหานครเพิ่มน้อยลง

          หัวข้อข้างต้นอาจฟังแล้วงง แต่มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ประชากรที่อยู่ในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มที่ค่อย ๆลดลง ในขณะที่ประชากรที่อาศัยอยู่ใน 5 จังหวัดปริมณฑล มีอัตราการเพิ่มประชากรที่มีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลงเช่นกัน แต่ก็ยังมากกว่าอัตราการเพิ่มของกรุงเทพมหานคร (ดูตาราง ผ3 ในภาคผนวก)
          ในตาราง 3 จากการคาดประมาณจำนวนประชากรของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เห็นได้ว่า ในส่วนของกรุงเทพมหานคร แม้จำนวนประชากรกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี แต่อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรได้ลดลง ดังตัวเลขในตาราง 3 ที่ลดลงจากร้อยละ 1.4 เหลือเพียง 1.0 ในระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2543 - 2553 เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตหรือการเพิ่มขึ้นของประชากรกรุงเทพมหานครจะค่อย ๆ ช้าลง ในขณะที่ความเป็นเมืองหรือสัดส่วนของประชากรเมืองต่อประชากรทั้งหมดใน 5 จังหวัดปริมณฑลเพิ่มขึ้น จาก ร้อยละ 66 ในปี พ.ศ. 2543 เป็นร้อยละ 76 ในปี พ.ศ. 2553 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงอัตราการเพิ่มของประชากรเมืองของปริมณฑล แม้อัตราการเพิ่มจะสูงกว่ากรุงเทพมหานครมาก แต่ก็มีแนวโน้มในทางเดียวกันกับกรุงเทพมหานคร คือ มีอัตราการเพิ่มที่ลดลง คือ จากร้อยละ 4.4 ในปี พ.ศ. 2543 และค่อย ๆ ลดลงจนเหลือเพียง 3.4 ในปี พ.ศ. 2553

          ดังนั้น อาจสรุปได้ว่า กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมีอัตราการเพิ่มของประชากรที่มีแนวโน้มลดลง โดยกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มลดลงมากกว่าจังหวัดปริมณฑล ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยการเพิ่มขึ้นของประชากรที่มาจากจำนวนผู้ย้ายถิ่นสุทธิ เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้จำนวนการย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพมหานครน้อยลงน่าจะเป็นเพราะ ณ ปัจจุบันแทบไม่มีความแตกต่างของความเจริญระหว่างเขตเมืองที่เป็นกรุงเทพมหานคร กับบริเวณพื้นที่รอยต่อ หรือส่วนที่เป็นเมืองของจังหวัดปริมณฑลกับกรุงเทพมหานครเลย ผู้ที่อาศัยอยู่ในปริมณฑลสามารถได้รับสิ่งต่าง ๆ ได้เหมือนผู้ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ทั้งอาชีพการงาน ความสะดวกสบาย ที่อยู่อาศัย แหล่งบันเทิงและสันทนาการ นอกจากนี้การเดินทางเข้ามายังตัวกรุงเทพมหานครเองก็มีระบบคมนาคมที่สะดวกมากขึ้น ทำให้ไม่จำเป็นต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่สามารถมีชีวิตเหมือนอยู่ในเมืองหลวงทุกอย่าง

บทส่งท้าย

          ตามแนวคิดของการเป็นเมืองเอกนคร เมืองที่เป็นเมืองเอกนครมักมีบทบาทนำในประเทศ และดึงดูดทรัพยากรของประเทศมากกว่าเมืองหรือเขตการปกครองอื่นๆ (ดารณี ถวิลพิพัฒน์กุล 2541) ภาพของกรุงเทพมหานครตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางของประเทศไทยในทุก ๆ ด้าน อีกทั้งยังเป็นเมืองหลวงที่ดึงดูดทรัพยากรของประเทศมาเกือบทั้งหมด ไม่ว่าเป็นการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทำให้กรุงเทพมหานครได้รับการพัฒนา และเจริญเติบโตกว่าพื้นที่อื่นอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองเอกนคร ที่โตกว่าเมืองอื่นอย่างมากมายโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง
          จากการศึกษาความเป็นเอกนครของกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา และแนวโน้มของความเป็นเอกนครในอนาคต กรุงเทพมหานครน่าจะยังคงเป็นเมืองโตเดี่ยวของประเทศไทยต่อไปอีก โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานครมิได้มีขอบเขตเพียงตัวกรุงเทพฯ โดด ๆ เท่านั้น แต่ได้ขยายออกไปในจังหวัดปริมณฑล และมีแนวโน้มที่จะขยายต่อไปในจังหวัดอื่น ๆ ที่อยู่ในวงรัศมีของการพัฒนาเมือง และการเติบโตตามธรรมชาติของเมืองที่ต้องมีการขยายตัวออกไป กรุงเทพมหานครและเมืองบริวารจะยังคงดึงดูดคนและทรัพยากรจากที่ต่าง ๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่จะมีความเป็นเอกนครที่มีความโตเดี่ยวที่ทิ้งห่างเมืองรอง และเมืองอื่น ๆ แบบสมเหตุสมผล หรือห่างอย่างลิบลับจนเกินงาม ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการพัฒนาเมืองว่าจะยังคงเน้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียงเพียงกลุ่มเมืองเดียว หรือเน้นกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคอื่น ๆ อย่างเป็นธรรม ด้วยการปรับเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาเมืองไปยังเมืองขนาดกลางในภูมิภาคต่าง ๆ ที่ฉันทัส เพียร-ธรรม (2542) เรียกว่า “เมืองในชนบท” ซึ่งเป็นเมืองที่สามารถเป็นศูนย์กลางการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเป็นของตนเอง เป็นศูนย์กลางการค้าขายและทำรายได้ให้แก่ท้องถิ่น โดยไม่ต้องพึ่งส่วนกลาง และสามารถเป็นศูนย์กลางการศึกษาและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการพัฒนาเกษตรนคร (Agrimetro) ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาภาคแนวใหม่ ที่เสนอโดย Friedmann และ Douglass (อ้างใน กฤช เพิ่มทันจิตต์ 2536) เพื่อเป็นการลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างกรุงเทพมหานครกับพื้นที่อื่น การพัฒนาแนวนี้อาจจะช่วยลดการโตเดี่ยวของกรุงเทพมหานคร เป็นการกระจายการเติบโตไปยังภูมิภาคอื่น และสร้างความเข้มแข็งแก่พื้นที่ในเขตอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคชนบทได้
ภาคผนวก

ตาราง ผ1 จำนวนประชากรในทะเบียนบ้าน และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นของกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2542-2549

หมายเหตุ: เป็นจำนวนประชากร ณ วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี
ที่มา: สำนักทะเบียนกลาง (2550)

ตาราง ผ2 จำนวนผู้ย้ายถิ่นเข้าสุทธิ จำแนกตามพื้นที่ ปี พ.ศ. 2533-2553 (ค่าคาดประมาณของ TDRI)
จำนวน ’000 คน

ที่มา: ตาราง 9.4 ใน Krongkaew (1996)

ตาราง ผ3 อัตราเพิ่มประชากรต่อปีจำแนกตามพื้นที่ ปี พ.ศ. 2503-2553

ที่มา: ปรับจาก ตาราง 4 ใน Punpuing (1999)
เอกสารอ้างอิง
กฤช เพิ่มทันจิตต์. 2536. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเป็นเมือง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทครีเอทีฟ พับลิชชิ่ง จำกัด.
ฉันทัส เพียรธรรม. 2542. สถาปนาสถาบันเมือง เมือง การเมือง ชุมชน และประชาสังคม. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาพื้นฐาน.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณาธิการแปล). 2548. สังคมจีนในไทย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2.
  กรุงเทพฯ: มูลนิธิโตโยต้าและมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์.
ดารณี ถวิลพิพัฒน์กุล. 2541. กระบวนการเป็นเมืองกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเทศกำลังพัฒนา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร:
  สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นิตยสารสารคดี. 2533. ที่นี่กรุงเทพฯ’ 33 ฉบับที่ 61 ปีที่ 6: 70-118. (บทความไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง)
ปราโมทย์ ประสาทกุล. 2543. ประชากรศาสตร์: สารัตถศึกษาเรื่องประชากรมนุษย์. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
ปราโมทย์ ประสาทกุล และปัทมา ว่าพัฒนวงศ์. 2548. “สถานการณ์ประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2548. “ หน้า 14-31 ใน
  ประชากรของประเทศไทย ณ พ.ศ. 2548 บรรณาธิการโดย กฤตยา อาชวนิจกุล และ ปราโมทย์ ประสาทกุล. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
ภัสสร ลิมานนท์. 2525. “ประชากรกรุงเทพมหานครในรอบ 200 ปี.” ใน พัฒนาการด้านวิชาการแต่ละสาขาในรอบ 200 ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์.
  โครงการไทยศึกษา ฝ่ายวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 200 ปี.
ราชบัณฑิตยสถาน. 2550. คลังความรู้: กรุงเทพมหานคร. http:/www.royin.go.th/th/knowledge/detail.phpSearch=1&ID=639.
  (สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2550).
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม. 2524. คู่มือประชากร. กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ข่าวสารและการศึกษาด้านประชากร
  สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม. 2546. การฉายภาพประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2543-2568.
  สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม.
สำนักทะเบียนกลาง. 2550. ข้อมูลประชากร. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. http://www. dopa.go.th/dopanew/pop2549.
  (สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2550).
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2503ก. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2503, ธนบุรี. สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2503ข. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2503, พระนคร. สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2513ก. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2513, ธนบุรี. สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2513ข. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2513, พระนคร. สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2523. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2523, กรุงเทพมหานคร. สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2533. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2533, กรุงเทพมหานคร. สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2543ก. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2543, กรุงเทพมหานคร. สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2543ข. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2543, ทั่วราชอาณาจักร. สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.
สำนักผังเมือง. 2547. ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการผังเมือง. กรุงเทพฯ: กองนโยบายและแผนงาน สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร.
Chamratrithirong, Aphichat, Kritaya Archavanitkul, Kerry Richter, Philip Guest, Varachai Thongthai, Wathinee
  Boonchalaksi, Nittaya Piriyathamwong and Panee Vong-Ek. 1995. National Migration Survey of Thailand. IPSR Publication No. 188. Nakhon Pathom: Institute for Population and Social Research, Mahidol University.
Goldstein, Sydney. 1971. “Urbanization in Thailand, 1947-1967.” Demography 8 (2):205-223.
Goldstein, Sydney. 1972. The Demography of Bangkok: a Case Study of Differentials between Big Cities and Rural
  Populations. Bangkok: Institute of Population Studies, Chulalongkorn University.
IMAC. 2007. Final Report (Volume 1: Executive Summary). http://www.thaigov.go.th/webold/Thailand-
  partnership/Mass-trasit/STUDIES/IMAC.pdf. (accessed 5th April, 2007).
Jones, Gavin, Ching-lung Tsay and Bhishna Bajracharya. 1999. Demographic and Employment Change in
  Megacities of South-East and East Asia. Working papers in Demography No. 80, The Australian National University.
Korff, Rudiger. 1989. Bangkok and Modernity. Bangkok: Social Research institute, Chulalongkorn University.
Krongkaew, Medhi. 1996. “The changing urban system in a fast-growing city and economy: the case of Bangkok
  and Thailand.” Pp. 286-334 in Emerging World Cities in Pacific Asia, edited by FU-chen Lo and Yue Yeung. Tokyo: United Nations University Press.
NESDB/ UNDP/ TDRI. nd. National Urban Development Policy Framework, Final Report Volume 2. Joint NESDB,
  UNDP and TDRI Studies. Bangkok: Office of the National Economic and Social Development Board.
Pakkasem, Phisit. 1988. Leading Issues in Thailand’s Development Transformation 1960-1990. Bangkok: National
  Economic and Social Development Board, Office of the Prime Minister.
Pejaranonda, Chintana, Sureerat Santipaporn and Philip Guest. 1995. “Rural-urban migration in Thailand.” Pp.171-
  243 in Trends, Patterns and Implications of Rural-urban Migration in India, Nepal, and Thailand. ESCAP, United Nations, New York.
Punpuing, Sureeporn. 1999. “Bangkok and its environment as the context of commuting.” Journal of Population and
  Social Studies 7(2): 33-69.
  Sternstein, Larry. 1982. Portrait of Bangkok. Bangkok Metropolitan Administration.
Sternstein, Larry. 1986. Spatial Aspects of Migrants Preference for Krung Thep Maha Nakhon Bangkok. Bangkok:
  Institute of Population Studies, Chulalongkorn University.
Sussangkarn, Chalongphob and Yongyuth Chalamwong. 1994. Development Strategies and their Impacts on
  Labor Market and Migration: the Thai Case Study. Bangkok: Thailand Development Research Institute.
Tangchonlatip, Kanchana. 2005. Gender Differentials in Migration to Bangkok. PhD. Dissertation in
  Demography, Faculty of Graduate Studies, Mahidol University.
พิมพ์บทความ