หมายเหตุ : บทความทุกบทความนี้ ท่านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ หากนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มา ให้ถูกต้องด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
ข้อมูลทางบรรณานุกรม : อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์."ความไม่เท่าเทียมด้านการศึกษา: เมืองและชนบท". ใน ประชากรและสังคม 2550. วรชัย ทองไทย และสุรีย์พร พันพึ่ง. บรรณาธิการ(นครปฐม: สำันักพิมพ์ประชากรและสังคม, 2550).
พิมพ์บทความ
ความไม่เท่าเทียมด้านการศึกษา: เมืองและชนบท
อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์
อาจารย์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ปัทมา อมรสิริสมบูรณ์
นักวิชาการสถิติ สำนักสถิติเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ

          การขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นนโยบายที่สำคัญของหลายประเทศ เนื่องจากทำให้ความไม่เท่าเทียมด้านเศรษฐกิจและสังคมลดลง มีหลักฐานที่สำคัญที่ทำให้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาด้านการศึกษากับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม (Hill and King 1993; Baker and Holsinger 1996) ในระดับมหภาค การเข้าถึงการศึกษามีความสัมพันธ์กับการเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังแรงงาน เพิ่มอายุขัยเฉลี่ยของประชากร และปรับปรุงด้านสุขภาพของประชากร รวมถึงลดภาวะเจริญพันธุ์ด้วย (Schultz 1993; Raghupathy 1996; Axinn and Barber 2001)
          งานวิจัยของ Knodel and Jones (1996) ยืนยันว่าช่องว่างระหว่างเพศกำลังจะลดน้อยลง ไม่ว่าจะในภูมิภาคใด และความแตกต่างของการศึกษาเกิดขึ้นในประเทศที่มีกลุ่มสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันอย่างมาก ตราบเท่าที่เด็กยากจน หรือเด็กจากครอบครัวชนบททั้งเด็กหญิงและชาย ยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านการได้รับการศึกษา เขาเหล่านั้นก็ยังต้องผจญกับความไม่เท่าเทียมกันในด้านตลาดแรงงาน และชีวิตความเป็นอยู่
          สำหรับประเทศไทยพบว่า เนื่องจากการไม่ได้เรียนระดับมัธยมต้นของเด็กและเยาวชนมีเพียงร้อยละ 16 แต่การไม่ได้เรียนต่อระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่ามีถึงร้อยละ 33 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2543) ดังนั้น การให้ความสนใจกับการศึกษาที่สูงกว่าภาคบังคับ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ งานวิจัยของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และคณะ ได้ศึกษาการเรียนต่อระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า (Pattaravanich et al. 2005) ระหว่างปี พ.ศ. 2533 และปี พ.ศ. 2543 ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศในการเรียนต่อระดับมัธยมปลายหรือเทียบเทียบ ในปี พ.ศ. 2533 แต่ในปี พ.ศ. 2543 พบความแตกต่างระหว่างเพศ โดยเพศหญิงมีโอกาสได้เรียนต่อมากกว่าเพศชาย นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างเขตเมืองและชนบท ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนต่อระดับมัธยมปลายทั้งในปี พ.ศ. 2533 และ 2543 แม้ว่าความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบทในการเรียนต่อระดับมัธยมปลายของปี พ.ศ. 2543 ได้ลดลงจากปี พ.ศ. 2533 ก็ตาม
          ประเด็นความไม่เท่าเทียมด้านการศึกษาของบทความที่จะนำเสนอต่อไปนี้ จึงมีคำถามวิจัยว่า ในช่วงเวลา หลังจาก พ.ศ. 2543 ถึงปัจจุบัน โอกาสการศึกษาระดับมัธยมปลาย (ซึ่งนอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ และเป็นช่วงชั้นสุดท้ายของการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ความแตกต่างระหว่างเพศ และความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบทในด้านโอกาสด้านการศึกษาในระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า ยังมีอยู่หรือไม่ รวมถึงมีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับโอกาสที่จะได้รับการศึกษาในระดับนี้ เพื่อว่าหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาจะได้พิจารณาถึงการแก้ปัญหาในเรื่องการศึกษาของเด็กไทยได้อย่างเหมาะสม

ภูมิหลัง
          ในปี พ.ศ. 2521 รัฐบาลไทยได้กำหนดการศึกษาภาคบังคับเป็น 6 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจาก 4 ปี ที่กำหนดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2503 ต่อมา ในปี พ.ศ. 2535 การขยายโอกาสทางการศึกษามีมากขึ้น โรงเรียนประถมในชนบทหลายแห่งได้ขยายการศึกษา จากการสอนเพียงระดับประถมไปสู่การสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากการประเมินผลที่ผ่านมา พบว่านโยบายนี้ประสบผลสำเร็จค่อนข้างดี ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2535-2545 ชี้ว่า ร้อยละของนักเรียนที่ศึกษาในชั้นประถมปีที่ 6 ผู้ซึ่งเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 มีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 64 ในปี พ.ศ. 2535 เป็นร้อยละ 90 ในปี พ.ศ. 2543 การเพิ่มขึ้นในการลงทะเบียนเรียนระดับมัธยมศึกษานี้เป็นที่คาดหวังในอนาคต ขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (2540-2544) และแผนการศึกษา พ.ศ. 2542 ได้ขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 บัญญัติ จำนวนปีของการศึกษาขั้นพื้นฐานไว้ 12 ปี และกฏหมายแรงงานเด็กห้ามจ้างเด็กต่ำกว่าอายุ 15 ปี
          แม้ว่าระดับการศึกษาพื้นฐานของไทยจะเพิ่มขึ้น แต่ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจของครอบครัวไทยยังคงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2542) ระบุว่า เด็กในเขตเมืองได้รับการศึกษามากกว่าเด็กในชนบท ด้วยเหตุผลที่ครอบครัวชนบทมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการขัดขวางการเรียนต่อของเด็ก นอกจากนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2533, 2543) พบว่า สัดส่วนของเด็กผู้ชายผู้ซึ่งไม่ได้เรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายเพิ่มขึ้น ธนาคารโลก (World Bank 1999) ยังได้คาดการณ์ว่า วิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียช่วงหลังของทศวรรษ 1990 อาจจะมีผลต่อครอบครัวยากจนอย่างมาก และทำนายว่า เด็กในชนบทอาจต้องออกจากโรงเรียน เพราะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่เกิดกับครอบครัว
ความแตกต่างระหว่างเมือง/ชนบทในการจ้างงาน ความยากจน
          ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2533, 2543) ชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเพิ่มความเป็นเมืองมากขึ้น นั่นคือหนึ่งในสามของประชากรไทยอาศัยอยู่ในเขตเมือง แต่หากดูตาราง 1 ซึ่งเป็นการพิจารณาในระดับภาค จะยังคงพบความแตกต่างในเรื่องเมืองและชนบทอยู่ ตัวอย่างคือ ในปี พ.ศ. 2543 นั้น 1 ใน 3 (ร้อยละ 34) ของประชากรภาคกลางอาศัยในเขตเมือง เปรียบเทียบกับเพียงร้อยละ 17 ของประชากรภาคอีสานที่อาศัยในเขตเมือง หมายถึงประชากรภาคกลางที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมีน้อยกว่าประชากรในภาคอีสาน นอกจากนี้ในตาราง 1 นี้ก็ได้ชี้ว่า โอกาสการจ้างงานมีความเกี่ยวพันกับเมืองและชนบทอย่างชัดเจน นั่นคือ มีเพียงประมาณ 1 ใน 3 (ร้อยละ 37) ของประชากรภาคกลางทำงานในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ภาคอื่น ๆ มีประชากรมากกว่าร้อยละ 70 อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งก็ตีความว่า คนภาคกลางมีโอกาสทำงานในภาคเกษตรกรรมน้อยกว่าคนในภาคอื่น เนื่องจากว่า ภาคกลางมีความเป็นเมืองมากกว่าภาค ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ว่า อุบัติการณ์ความยากจนในเขตชนบทมีเพิ่มขึ้นมากกว่าในเขตเมือง การพิจารณารายภาคถูกแสดงให้เห็นอีกครั้งใน ตาราง 2 คือ ในปีพ.ศ. 2547 เพียงร้อยละ 5 และ 7 ของประชากรที่อาศัยในชนบทภาคกลาง และภาคใต้เป็นคนยากจน ขณะที่ประชากรชนบทภาคอีสาน และภาคเหนือมีคนยากจนถึงร้อยละ 20 และ ร้อยละ 17 ตามลำดับ แต่ความยากจนในเขตเมืองของทุกภาคยังคงมีอัตราที่ค่อนข้างต่ำ แม้จะไม่เท่ากันก็ตาม

ตาราง 1 ร้อยละของประชากรในเขตเมือง ในภาคการเกษตร และจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ย จำแนกตาม ภาค ปีพ.ศ. 2533 และ 2543.

ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2533, 2543).

ตาราง 2 ร้อยละของคนจน จำแนกตามเขตเมือง/ชนบท และภาค ปีพ.ศ. 2533 และ 2547

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2550.
วัตถุประสงค์การวิจัย
          เพื่อตรวจสอบปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการศึกษาของเด็กและเยาวชน อายุ 16-18 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่ควรกำลังศึกษาในระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า
แหล่งข้อมูล และตัวชี้วัดโอกาสในการศึกษา
แหล่งข้อมูล
          ข้อมูลในการวิเคราะห์นี้ได้มาจากข้อมูลการสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร ปี พ.ศ. 2548 โดยมีจำนวนประชากรที่ทั้งสิ้น 302,568 คน และจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 80,652 ครัวเรือน สำหรับการวิจัยนี้ได้ศึกษาเฉพาะเด็กอายุ 16-18 ปี ซึ่งมีจำนวน 11,267 คน
ตัวชี้วัดโอกาสในการศึกษา
          เนื่องจากข้อมูลการสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร ปี พ.ศ. 2548 ไม่มีคำถามเรื่องกำลังศึกษา มีเพียงคำถามที่ถามถึงการศึกษาสูงสุด ดังนั้นการวิจัยนี้จึงใช้คำถามในเรื่องการจบการศึกษาสูงสุดสร้างเป็นตัวแปรตาม คือ การได้รับการศึกษาตามเกณฑ์หรือไม่ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. เป็นไปตามเกณฑ์ และ 2. ไม่เป็นไปตามเกณฑ์

แผนภูมิ 1 ระบบการศึกษา ตามระดับการศึกษา และอายุ

ที่มา: Educational Planning Division (1990)
          ตามที่ระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาได้ระบุระดับการศึกษาตามอายุของเด็กนักเรียน (แผนภูมิ 1) สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 มาตรา 17 ได้กำหนดการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุย่าง 7 ปี เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เด็กที่อายุ 6 ปีเต็มควรเข้าเรียนในสถานศึกษาในชั้นประถมปีที่ 1 หรือหมายความว่า เด็กที่อายุ 7 ปีเต็มแล้วควรจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 1 และ หากนับไปจนถึงเด็กที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ควรมีอายุ 15 ปีเต็ม (หรือย่างเข้า 16 ปี)
          ในทำนองเดียวกัน เด็กที่อายุ16 ปีเต็ม ควรจบการศึกษาในระดับ ม. 4/ ปวช. ปี 1 ดังนั้นหากเด็กที่อายุ 16 ปีเต็ม ยังไม่จบการศึกษาในระดับ ม. 4 หรือ ปวช.ปี 1 ถือว่า ไม่เป็นตามเกณฑ์
          เช่นกัน เด็กที่อายุ 17 ปีเต็ม ควรจบการศึกษาในระดับ ม. 5/ ปวช. ปี 2 ดังนั้นหากเด็กที่อายุ 17 ปีเต็ม ยังไม่จบการศึกษาในระดับ ม. 5 หรือ ปวช.ปี 2 ถือว่า ไม่เป็นตามเกณฑ์ และ
          เด็กที่อายุ 18 ปีเต็ม ควรจบการศึกษาในระดับ ม. 6/ ปวช. ปี 3 หากเด็กที่อายุ 18 ปีเต็ม ยังไม่จบการศึกษาในระดับ ม. 6 หรือ ปวช.ปี 3 ถือว่า ไม่เป็นตามเกณฑ์
ผลการวิเคราะห์
โอกาสในการศึกษาของเยาวชนอายุ 16-18 ปี
          ตาราง 3 แสดงถึงโอกาสในการศึกษาของเยาวชนอายุ 16-18 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับเยาวชนกลุ่มอายุอื่น ๆ พบว่า เยาวชนกลุ่มอายุ 16-18 ปี มีสัดส่วนผู้ที่ไม่ได้เรียนตามเกณฑ์มากกว่าเยาวชนกลุ่มอายุ อื่น ๆ (ร้อยละของผู้ไม่ได้เรียนตามเกณฑ์ ในกลุ่มอายุ 7-9 ปี เท่ากับ 33 กลุ่มอายุ 10-12 ปี เท่ากับ 36 กลุ่มอายุ 13-15 ปี เท่ากับ42 และกลุ่มอายุ 16-18 ปี เท่ากับ 63) จากตาราง 3ได้ชี้ให้เห็นว่า ยิ่งมีอายุเพิ่มขึ้น โอกาสในการศึกษายิ่งน้อยลง และยังแสดงให้เห็นว่าเยาวชนกลุ่มอายุ 16-18 ปี เสียเปรียบด้านการศึกษามากกว่ากลุ่มอายุน้อยกว่า อย่างชัดเจน

ตาราง 3 การกระจายร้อยละของเด็กและเยาวชนอายุ 7-18 ปี จำแนกตามการได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ และกลุ่มอายุ

หมายเหตุ: ผู้ที่เรียนที่ไม่ได้รับการศึกษาเป็นไปตามเกณฑ์นี้ จะหมายรวมถึงผู้ที่เรียนช้ากว่ากำหนด และผู้ที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไปด้วย
ที่มา: จากการคำนวณของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ โดยใช้ข้อมูลสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร ปี พ.ศ. 2548
ความแตกต่างระหว่างถิ่นที่อยู่อาศัย
เมืองและชนบท
          ความแตกต่างระหว่างเมืองและชนบทในด้านโอกาสในการศึกษา พบว่า เยาวชนอายุ 16-18 ปี ในเขตเมืองได้เปรียบในด้านการได้รับการศึกษาตามเกณฑ์มากกว่าเยาวชนในเขตชนบท กล่าวคือ ร้อยละ 44 ของเยาวชนเขตเมืองได้เรียนตามเกณฑ์ เปรียบเทียบกับเยาวชนเขตชนบทที่มีเพียงร้อยละ 29 เท่านั้น ที่ได้เรียนตามเกณฑ์ (ดูแผนภูมิ 2) ดังนั้น ความเป็นเมืองและชนบทยังคงมีความสัมพันธ์กับโอกาสในการศึกษาของเยาวชนระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่า

แผนภูมิ 2 การกระจายร้อยละของนักเรียนอายุ 16 – 18 ปี จำแนกตามการได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ และเขตอาศัย พ.ศ. 2548

ที่มา: จากการคำนวณของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ โดยใช้ข้อมูลสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร ปี พ.ศ. 2548
ภาค
          ความแตกต่างภาคในด้านโอกาสในการศึกษา พบว่า ในเขตเมืองนั้น กรุงเทพมหานครครองการได้เปรียบในด้านการได้รับการศึกษาตามเกณฑ์สูงกว่าพื้นที่อื่น นอกเหนือจากกรุงเทพมหานครแล้ว ดูเหมือนว่าเยาวชนในภาคเหนือมีสัดส่วนของการได้รับการศึกษาตามเกณฑ์สูงกว่าภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ ขณะที่เขตชนบท ภาคกลางมีสัดส่วนผู้ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์สูงกว่าภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ (ดูแผนภูมิ 3) ดังนั้น สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ เยาวชนในเทศบาลเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่ มีโอกาสในด้านการศึกษาสูงกว่าเมืองเล็กอื่น ๆ

แผนภูมิ 3 การกระจายร้อยละของนักเรียนอายุ 16 – 18 ปี ที่ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ จำแนกตามเขตอาศัย และภาค พ.ศ. 2548

ที่มา: จากการคำนวณของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ โดยใช้ข้อมูลสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร ปี พ.ศ. 2548
ความแตกต่างระหว่างเพศ
          สัดส่วนของเยาวชนหญิงอายุ 16-18 ปี ได้เปรียบในด้านการได้รับการศึกษาตามเกณฑ์สูงกว่าสัดส่วนเยาวชนชาย นั่นคือ ในเขตเมือง เยาวชนหญิงได้เรียนตามเกณฑ์มีถึงร้อยละ 47 ขณะที่เยาวชนชายมีเพียงร้อยละ 40 ส่วนในชนบท เยาวชนหญิงได้เรียนตามเกณฑ์ร้อยละ 33 เยาวชนชายได้เรียนตามเกณฑ์ร้อยละ 24 (ดูแผนภูมิ 3) เห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือชนบท ผู้หญิงมีโอกาสในการได้รับการศึกษาในระดับมัธยมปลายหรือเทียบเท่าสูงกว่าผู้ชาย การค้นพบเช่นนี้เหมือนกับการศึกษาของอุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และคณะ (Pattaravanich et al. 2005) ที่พบว่า เด็กผู้หญิงมีโอกาสได้เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่ามากกว่าเด็กผู้ชาย ด้วยเหตุผลของโอกาสการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมลดลง เนื่องจากการปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตรของไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520 โดยการมีใช้เทคโนโลยี่เข้ามาใช้มากขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสในการทำงานภาคการเกษตรให้กับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ประกอบกับในช่วงทศวรรษ 2530 การเติบโตของเศรษฐกิจในเมืองมีมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้น่าที่จะทำให้เกิดการเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงได้มีโอกาสเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เพราะเป็นหนทางได้เข้าไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการบริการ ซึ่งกำลังเป็นภาคที่ทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในเมือง นั่นเอง

แผนภูมิ 4 การกระจายร้อยละของนักเรียนอายุ 16 – 18 ปี ที่ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ จำแนกตามเพศ และเขตอาศัย พ.ศ. 2548

ที่มา: จากการคำนวณของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ โดยใช้ข้อมูลสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร ปี พ.ศ. 2548
          นอกจากนี้นโยบายของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในช่วงหลังนี้ได้เน้นการส่งออกและการท่องเที่ยว งานวิจัยของ Archavanitkul and Guest (2000) กล่าวถึงอุตสาหกรรมเหล่านี้ในเรื่องแรงงานหญิง คือ อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการแรงงานหญิงมากกว่าแรงงานชาย เพราะว่า เจ้าของกิจการเหล่านี้เชื่อว่าผู้หญิงสามารถยอมรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าชายได้ และแรงงานหญิงก็สามารถปรับตัวกับการทำงานที่ซ้ำซากจำเจได้ และสิ่งที่สำคัญคือ แรงงานหญิงมีแนวโน้มที่จะร่วมในการประท้วงน้อยมาก ด้วยปัจจัยสิ่งแวดล้อมด้านการทำงานที่กล่าวมาทั้งหมดจึงเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงมีโอกาสได้มีการศึกษาในชั้นสูงมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้หลักฐานหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการที่พ่อแม่อยากที่จะลงทุนด้านการศึกษาให้กับลูกสาว ก็คือ ผู้หญิงไทยมีแนวโน้มที่ส่งเงินที่ได้รับจากการทำงานกลับมาช่วยครอบครัวมากกว่าผู้ชาย (Chamratrithirong et al. 1995) ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่บางคนในปัจจุบันจึงเห็นว่า การศึกษาของลูกสาวเสมือนการลงทุนอย่างหนึ่งเหมือนกัน
จำนวนพี่น้อง
          จำนวนพี่น้องถูกนำมาพิจารณาในเรื่องโอกาสในด้านการศึกษา เนื่องจากแนวคิดเรื่องการถดถอยของทรัพยากร (resource dilution) โดยแนวคิดนี้ชี้ว่า เนื่องจากทรัพยากรครัวเรือนที่มีอยู่จำกัด ทำให้ขนาดครอบครัวมีผลกกระทบต่อการศึกษาของเด็กแต่ละคนนั่นคือ ถ้าขนาดครอบครัวใหญ่มากขึ้น ทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินหรืออื่น ๆ ก็จะกระจายไปสู่เด็กแต่ละคนน้อยลง (Blake 1989; Downey 1995; Steelman and Powell 1989) สิ่งที่พบครั้งนี้ (ดูแผนภูมิ 5) เป็นไปตามแนวคิดเรื่อง การถดถอยของทรัพยากร กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหรือชนบท สัดส่วนของผู้ที่มีพี่น้องอย่างมาก 2 คน (รวมตัวเอง) ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์มีสูงกว่าผู้ที่มีพี่น้องจำนวนมาก

แผนภูมิ 5 การกระจายร้อยละของนักเรียนอายุ 16 – 18 ปี ที่ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ จำแนกตามจำนวนพี่น้อง และเขตอาศัย พ.ศ. 2548

ที่มา: จากการคำนวณของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ โดยใช้ข้อมูลสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร ปี พ.ศ. 2548
ทรัพยากรของครัวเรือน
ฐานะเศรษฐกิจครัวเรือน
          ดัชนีที่ชี้วัดเศรษฐกิจครัวเรือนในที่นี้ วัดจากการรวมการมีสิ่งของในครัวเรือน 7 อย่างต่อไปนี้ คือ 1. เตาไฟฟ้าหุงต้มอาหาร 2. เตาอบไมโครเวฟ 3. เครื่องปรับอากาศ 4. เครื่องทำน้ำร้อน/น้ำอุ่น 5. เครื่องคอมพิวเตอร์ 6. รถยนต์ส่วนบุคคล และ 7. รถบรรทุก/รถปิกอัพ/รถตู้ (ค่าพิสัยระหว่าง 0-7 โดยมีค่า Reliability Coefficient Alpha เท่ากับ 0.7642) หลังจากนั้นได้แบ่งกลุ่มฐานะเศรษฐกิจครัวเรือนเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ คือ จนมาก – ไม่มีทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งเลย, จน – การมีทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียว, ปานกลาง – การมีทรัพย์สิน 2 อย่าง, รวย - การมีทรัพย์สิน 3 อย่าง, รวยมาก – การมีทรัพย์สิน 4 อย่างหรือมากกว่า
          จากการวิเคราะห์ฐานะเศรษฐกิจครัวเรือนกับการได้เรียนตามเกณฑ์ พบว่า สัดส่วนผู้ที่มีครัวเรือนยากจนได้เรียนตามเกณฑ์มีน้อยกว่าสัดส่วนผู้ที่มีครัวเรือนร่ำรวย แบบแผนเช่นนี้เป็นทั้งในเขตเมือง และเขตชนบท (ดูแผนภูมิ 6)

แผนภูมิ 6 การกระจายร้อยละของนักเรียนอายุ 16 – 18 ปี ที่ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ จำแนกตามจำนวนฐานะเศรษฐกิจครัวเรือน และเขตอาศัย พ.ศ. 2548

ที่มา: จากการคำนวณของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ โดยใช้ข้อมูลสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร ปี พ.ศ. 2548
การศึกษาของพ่อแม่
          การศึกษาของพ่อแม่ถือว่าเป็นทุนมนุษย์ของพ่อแม่และทุนทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรที่สำคัญของครัวเรือน การวิเคราะห์พบว่า การมีพ่อแม่ และการศึกษาของพ่อแม่มีความสัมพันธ์กับการได้เรียนตามเกณฑ์ของลูก (ดูจากแผนภูมิ 7 และ 8) เด็กที่ไม่มีพ่อแม่ในครัวเรือนมีโอกาสในการเรียนตามเกณฑ์น้อยกว่าเด็กที่มีพ่อแม่ และท่ามกลุ่มเด็กที่มีพ่อแม่ในครัวเรือน จะเห็นว่า ยิ่งพ่อแม่มีการศึกษาสูงโอกาสที่ลูกจะได้เรียนตามเกณฑ์นั้นย่อมมีสูงตามไปด้วย

แผนภูมิ 7 การกระจายร้อยละของนักเรียนอายุ 16 – 18 ปี ที่ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ จำแนกตามจำนวนระดับการศึกษาของบิดา และเขตอาศัย พ.ศ. 2548

ที่มา: จากการคำนวณของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ โดยใช้ข้อมูลสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร
ปี พ.ศ. 2548

แผนภูมิ 8 การกระจายร้อยละของนักเรียนอายุ 16 – 18 ปี เฉพาะผู้ที่ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ จำแนกตามจำนวนระดับการศึกษาของมารดา และเขตอาศัย พ.ศ. 2548

ที่มา: จากการคำนวณของ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ และปัทมา อมรสิริสมบูรณ์ โดยใช้ข้อมูลสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร ปี พ.ศ. 2548

สรุป และอภิปราย

           ช่องว่างระหว่างเมือง/ชนบท ในด้านการศึกษา ยังคงมีให้เห็นในสังคมไทย ภาคที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นเทศบาลเมืองสูงก็มีโอกาสในด้านการศึกษาสูงกว่าภาคอื่น ๆ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ความเป็นเมืองมีความสัมพันธ์ต่อโอกาสด้านการศึกษาอย่างชัดเจน การพบเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดแบบจำลองเศรษฐกิจครัวเรือน (family-economy model) ที่ได้เน้นกลยุทธ์การลงทุนของครัวเรือน และเน้นที่ ปัจจัยโครงสร้างมหภาค อันได้แก่ ความต้องการแรงงาน อุปทานของการศึกษา เป็นต้น (Fuller et al.1995) สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการเพิ่มการศึกษาของเด็ก สำหรับครอบครัวยากจน โดยเฉพาะครอบครัวที่อยู่ถิ่นทุรกันดารที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการเรียนนั้น มีแนวโน้มที่จะลงทุนน้อยด้านการศึกษากับเด็ก เพราะว่าครอบครัวให้ความสำคัญต่อการความเป็นอยู่ที่ดีด้านเศรษฐกิจ (economic well-being) มากกว่าการศึกษาของเด็ก ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้เด็กต้องหยุดการเรียน และเข้าสู่กำลังแรงงาน เพื่อทำให้ครอบครัวมีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
          นอกจากนี้ ทรัพยากรครัวเรือน ก็มีความสัมพันธ์กับการศึกษา เช่นกัน โดยที่ทรัพยากรครัวเรือนในที่นี้ คือ ฐานะทางเศรษฐกิจ และการมีพ่อแม่ รวมถึง การศึกษาของพ่อแม่ด้วย ครัวเรือนที่ยากจนกว่ามีแนวโน้มที่เด็กจะได้รับโอกาสในการศึกษาน้อยกว่าครัวเรือนที่รวยกว่า
          ครัวเรือนที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ โอกาสที่เด็กจะได้รับการศึกษาสูงมีค่อนข้างน้อย และยิ่งครัวเรือนที่มีพ่อแม่มีการศึกษาสูงโอกาสในการศึกษาของลูกก็ยิ่งมีมาก
สิ่งที่พบนี้สามารถนำแนวคิดเรื่องทุนวัฒนธรรมมาอธิบายได้ โดยแนวคิดเรื่องนี้กล่าวว่า เด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่มีระดับการศึกษาน้อย มีแนวโน้มที่เด็กมีข้อจำกัดด้านทักษะการใช้ภาษา แบบแผนการมีปฏิสัมพันธ์มีน้อย และทัศนคติที่มีต่อการจะบรรลุถึงการเรียนมีน้อยด้วย ดังนั้นเด็กที่มีพ่อแม่ที่มีการศึกษาสูงจึงเหมือนว่าถูกจัดสรรให้ได้รับการศึกษา เพราะได้รับทุนทางวัฒนธรรมที่ดีกว่าเด็กโดยทั่วไป (Bourdieu 1986; Kingston 2001:88) และในส่วนที่รูปแบบของทุนวัฒนธรรม สามารถถ่ายทอดจากคนรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูกได้สำเร็จ ก็อาจจะสะท้อนความจริงที่ว่า ระดับการศึกษาที่สูงของพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่คิดปรับปรุงคุณภาพและปริมาณที่พ่อแม่ใช้เวลากับลูกด้วย (Lillard and Willis 1994)
          จำนวนพี่น้องที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการศึกษานั้น สอดคล้องกับงานของ Mason (1993) ที่กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษาของผู้เป็นพี่ลดลง หากครัวเรือนนั้นมีน้องที่ยังเล็กอยู่ด้วย เนื่องจากพ่อแม่ต้องแบ่งรายได้ของครัวเรือนมาใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กเล็ก แต่หากในครัวเรือนมีเด็กที่อยู่ในวัยเรียนเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษาของเด็กในครัวเรือนนั้นไม่มีความแตกต่างกันมาก สิ่งนี้มีนัยว่า การมีน้องเล็กในครัวเรือนมีผลทำให้ศักยภาพของพ่อแม่ ในการส่งเสียด้านการศึกษาแก่บุตรคนโตลดลง
          ช่องว่างระหว่างเพศก็ยังคงพบอยู่ในสังคมไทย โดยเด็กผู้หญิงมีโอกาสด้านการศึกษาสูงกว่าเด็กผู้ชาย ซึ่งแบบแผนเหมือนที่พบใน ปี พ.ศ.2543 การอธิบายสามารถอธิบายด้วยเหตุผลของโอกาสจ้างงานของผู้ชายที่มีสูงในภาคเกษตรกรรม ขณะที่โอกาสจ้างงานของผู้หญิงในภาคอุตสาหกรรมเขตเมืองมีสูง ซึ่งอุตสาหกรรมในเขตเมืองเหล่านี้ต้องการแรงงานผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และต้องการระดับการศึกษาที่ค่อนข้างสูง ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเรียนต่อในระดับสูงมีมากกว่าผู้ชาย ประกอบกับพฤติกรรมการส่งเงินกลับบ้านของแรงงานหญิงมีบ่อยกว่าแรงงานชาย ทำให้พ่อแม่บางคนเห็นว่าการลงทุนด้านการศึกษาให้กับเด็กผู้หญิงคุ้มทุนมากกว่าการลงทุนในเด็กผู้ชาย

ข้อเสนอแนะ

          1. ในการค้นพบเรื่องความแตกต่างระหว่างเมือง/ชนบท เช่นนี้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาน่าจะต้องหันมาพิจารณาเรื่องอุปทานของการศึกษา อันได้แก่ จำนวนโรงเรียน การเข้าถึงโรงเรียน รวมถึงจำนวนครูในโรงเรียน ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท หรือเมืองใหญ่กับเมืองเล็ก นอกจากนี้ความต้องการแรงงานของเด็กเพื่อช่วยงานบ้าน ช่วยงานครอบครัว รวมถึงการต้องออกไปทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระด้านเศรษฐกิจครอบครัว ก็เป็นสาเหตุที่สำคัญไม่น้อย ที่ทำให้เกิดความแตกต่างด้านการศึกษาระหว่างเมืองและชนบท หน่วยงานด้านการศึกษาควรประสานงาน หน่วยงานพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชน หรือหน่วยงานเอกชน ในการส่งเสริมรายได้ให้ครัวเรือนมากขึ้น อาจให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสทำงานในช่วงเวลาวันหยุด เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระในครอบครัวโดยไม่ต้องออกจากโรงเรียน
          2. เนื่องจากพบว่า การศึกษาของพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญในการศึกษาของลูก ดังนั้นหน่วยงานด้านการศึกษาอาจใช้หน่วยงานการศึกษานอกโรงเรียนเป็นหลักในการเพิ่มพูนความรู้พ่อแม่ให้มีมากขึ้น
          3. จำนวนบุตรก็เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาด้วย ดังนั้นนโยบายส่งเสริมให้ครอบครัวมีบุตรน้อยควรยังคงต้องมีอยู่ต่อไป
          4. ในการศึกษาครั้งนี้ ยังพบช่องว่างระหว่างเพศอยู่ โดยผู้ชายมีแนวโน้มเสียเปรียบด้านการศึกษาสูงกว่าผู้หญิง จากข้อค้นพบนี้น่าจะทำให้หน่วยงานการศึกษาหันมาสนใจในประเด็นความเท่าเทียมกันระหว่างเพศในการศึกษาให้มากขึ้น การพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ เพื่อให้ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับการศึกษาทั้งของลูกผู้หญิงและลูกผู้ชาย รวมถึงหน่วยงานการศึกษาควรคอยเอาใจใส่ในพฤติกรรมการเรียนของเด็กให้มากขึ้นด้วย เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจในการด้านการเรียน ซึ่งจะทำให้ลดการออกหรือหยุดเรียนกลางคันของเด็กนักเรียนทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศใด

เอกสารอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2550. สัดส่วนคนจน (ด้านรายจ่าย) จำแนกตามภาคและเขตพื้นที่ ปี 2533-2547.
  http://poverty.nesdb.go.th/poverty_new/doc/news/uan_ 25500302115116.xls (สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2550).
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2533. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2533. กรุงเทพ: สำนักนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2542. รายงานความต้องการศึกษาต่อของเด็กและเยาวชน: การสำรวจทางสังคม. กรุงเทพ: สำนักนายกรัฐมนตรี.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2543. สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2543. กรุงเทพ: สำนักนายกรัฐมนตรี.
Archavanitkul, Kritaya and Philip Guest. 2000. Migration and the Commercial Sex Sector in Thailand. Institute for
  Population and Social Research, Mahidol University.
Axinn, William G. and Jennifer S. Barber. 2001. “Mass Education and Fertility Transition.” American Sociological
  Review 66(4):481-505.
Blake, Judith. 1989. Family Size and Achievement. University of California Press.
Bourdieu, Pierre. 1986. “The Forms of Capital.” Pp.241-258 in Handbook of research for the sociology of education,
  edited by J.E. Richardson. Translated by Richard Nice. Greenwood Press.
Chamratrithirong, Aphichat, Kritaya Archavanitkul, Kerry Richter, Philip Guest, Varachai Thongthai, Wathinee
  Boonchalaksri. 1995. National migration survey of Thailand. Institute for Population and Social Research, Mahidol University.
Downey, Douglas B. 1995. "When Bigger is not Better: Family size, parental resources, and Childrens Educational
  Performance." American Sociological Review 60(October):746-761.
Educational Planning Division. 1990. 1990 Educational statistics in Brief. Ministry of Education.
Fuller, Bruce, Judith D. Singer, and Margaret Keiley. 1995. "Why do Daughters Leave School in Southern Africa?
  Family Economy and Mothers Commitments." Social Forces 74:657-680.
Hill, M. Anne and Elizabeth M. King. 1993. “Women’s Education in Developing Countries: An Overview.” Pp. 1-50 in
  Women’s Education in Developing Countries, edited by Elizabeth M. King and Anne M. Hill. Baltimore: The Johns Hopkins University Press.
Kingston, Paul W. 2001. "The Unfulfilled Promise of Cultural Capital Theory." Sociology of Education 74:88-99.
Knodel, John, Aphichat Chamratrithirong, and Nibhon Debavalya. 1987. Thailand’s reproductive revolution: Rapid
  fertility decline in a third-world setting. Madison: University of Wisconsin Press.
Knodel, John, and Gavin W. Jones. 1996. "Post-Cairo Population Policy: Does Promoting Girls Schooling Miss the
  Mark?" Population and Development Review 22(4):683-702.
Lillard, Lee A., and Robert J. Willis. 1994. "Intergenerational Educational Mobility: Effects of Family and State in
  Malaysia." The Journal of Human Resources 29(4):1126-1166.
Mason, Andrew and Burnham O. Campbell. 1993. “Demographic Change and the Thai Economy: An Overview.”
  Pp. 1-52 in The Impact of Demographic Change in Thailand, 1980-2015, edited by Burnham Campbell, Andrew Mason, and Ernesto Pernia. Honolulu: East West Center in cooperation with the Asian Development Bank.
Pattaravanich, Umaporn, Lindy B. Williams, Thomas A. Lyson and Kritaya Archavanitkul. 2005. “Inequality and
  Educational Investment in Thai Children.” Rural Sociology 70(4):561-583.
Raghupathay, Shobana. 1996. “Education and the Use of Maternal Health Care in Thailand.” Social Science and
  Medicine 43(4):459-471.
Schultz, T. Paul, 1993. "Returns to Women's Education," Pp. 51-99 in Women's Education in Developing Countries:
  Barriers, Benefits, and Policies, edited by Elizabeth M. King, and Anne M. Hill. Published for the World Bank by John's Hopkins University Press: Baltimore.
Steelman, Lala Carr and Brian Powell. 1989. “Acquiring Capital for College: The Constraints of Family
  Configuration.” American Sociological Review 54:844-55.
World Bank. 1999. “Education in Thailand.” Social Policy and Governance.
  http:/www.worldbank.org/eapsocial/countires/thai/educ1.htm (accessed 1st April 2007)
พิมพ์บทความ