** ท่านสามารถ download บทความนี้ได้ หากนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาให้ถูกต้องด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
พิมพ์บทความ .pdf
ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการตาย
ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต
1
และ วนิพพล มหาอาชา
2
บทนำ
        นับเป็นเรื่องน่าติดตาม เมื่อนำเอาวัฒนธรรมไทยที่เกี่ยวข้องกับงานศพมาเกี่ยวพันกับธุรกิจต่าง ๆ เช่น ธุรกิจการขายหีบศพ ธุรกิจการขายพวงหรีด ธุรกิจการจัดเลี้ยงอาหารในงานศพ และธุรกิจบริการจัดงานศพแบบครบวง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เสนอภาพการพัฒนาและความเชื่อมโยงของการจัดงานศพตามวัฒนธรรมประเพณี “ไทยพุทธ” ในสังคมเมืองกับธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการตาย โดยวิเคราะห์ความคิดเห็นจากการสัมภาษณ์ระดับลึกผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานศพในเขตกรุงเทพมหานคร ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 ได้แก่ ผู้ประกอบการผลิตและขายหีบศพ พวงหรีด ดอกไม้จันทน์ และอาหารในงานสวดศพ รวมทั้งความคิดเห็นจากการสัมภาษณ์ระดับลึกพระภิกษุในวัด เขตกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ยังได้อ้างอิงองค์ความรู้ที่ได้จากเอกสารงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจงานศพของบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เมื่อปี พ.ศ. 2540 ด้วย
ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับการตาย
        การจัดงานศพถือเป็นวัฒนธรรมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน เป็นประเพณีปฎิบัติที่ผู้อยู่กระทำให้กับผู้ตาย เพื่อแสดงความเคารพรักและอาลัย ให้เกียรติและสำนึกในบุญคุณ และยกย่องผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย การจัดงานศพ โดยทั่วไปแล้ว ต้องมีการซื้อโลงบรรจุศพ มีการสวดศพที่วัด มีการจัดหาดอกไม้ประดับหน้าศพ พวงหรีด จัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้ที่มาร่วมงานสวดศพ หลังจากนั้นเป็นพิธีการเผาศพ ซึ่งในการจัดการดังกล่าว ล้วนต้องอาศัยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการตายทั้งสิ้น ที่เด่นชัดที่สุดคือ ธุรกิจการผลิตและขายหีบศพ ซึ่งในแต่ละปี สามารถสร้างรายได้อย่างต่ำ มากกว่าพันล้านบาทต่อปี (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2540) ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากการสัมภาษณ์พบว่า ธุรกิจการผลิตและขายพวงหรีด ก็สร้างรายได้อย่างต่ำเป็นหลักร้อยล้านบาทขึ้นไปต่อปี และก่อให้เกิดการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง ในบทความนี้จะนำเสนอภาพธุรกิจที่เกี่ยวกับการตาย รวม 4 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. ธุรกิจการผลิตและขายหีบศพ
        หีบศพที่ขายทั่วไปมี 3 ประเภท ได้แก่ หีบศพไทย หีบศพจีน และหีบศพคริสต์ วัสดุที่ใช้ในการผลิตหีบศพทั่วไปนิยมใช้ไม้ยางมากที่สุด ร้อยละ 35 รองลงมาได้แก่ ไม้อัด ร้อยละ 20 เนื่องจากเป็นไม้แปรรูปที่เข้ามาทดแทนความต้องการไม้ยาง และยังเป็นการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและรณรงค์การอนุรักษ์ป่าไม้ ญาติผู้เสียชีวิตบางรายต้องการหีบศพที่ทำจากเนื้อไม้ที่สวยงามและทนทาน ผู้ผลิตจึงใช้ไม้สักซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง มาทำหีบศพถึงร้อยละ 18 ในการผลิตหีบศพจีน ผู้ผลิตร้อยละ 13 นิยมใช้ไม้จำปา ส่วนผู้ผลิตที่เหลืออีกราวร้อยละ 2 นิยมผลิตหีบศพที่ทำจากไม้หลากหลายชนิด เช่น ไม้ทุเรียน ไม้งิ้ว หรือไม้ขนุน เป็นต้น (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 2540)
        รูปแบบของหีบศพ จากการสำรวจ พบว่า ผู้ประกอบธุรกิจขายหีบศพ ร้อยละ 86 ผลิตหีบศพที่มีรูปแบบเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคลึงกัน ต่างกันเพียงลวดลายไทยประดับหีบศพที่วิจิตรงดงาม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบธุรกิจขายหีบศพ ร้อยละ 14 มีการผลิตรูปแบบหีบศพแตกต่างจากร้านอื่น ๆ โดยรับทำหีบศพตามสั่ง ส่วนใหญ่เป็นหีบศพที่มีราคาแพง อาทิ หีบมุกที่มีลวดลายสวยงามราคาประมาณ 120,000-200,000 บาท และหีบศพติดแอร์ ทำด้วยเหล็กสเตนเลส มีเครื่องควบคุมอุณหภูมิภายใน ซึ่งสามารถปรับอุณหภูมิได้ต่ำสุดถึง 0 องศาเซลเซียส ราคา "หีบศพติดแอร์" นี้อยู่ระหว่าง 30,000-60,000 บาท นิยมใช้ในแถบจังหวัดภาคกลาง เช่น อยุธยา และพิจิตร เป็นต้น จากการสัมภาษณ์ พบว่า แนวคิด “หีบศพติดแอร์” นี้ เกิดจาก ร้านสุรียาหีบศพ สาขาพรานนก เป็นผู้คิดและผลิตเป็นเจ้าแรก เพื่อบริจาคให้กับวัดในชนบทห่างไกลที่ไม่สะดวกในการเดินทางสำหรับการฉีดยากันศพเน่าเปื่อยเร็ว
        ขนาดของหีบศพขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายของศพ โดยทั่วไปยาวมาตรฐาน 1.80 เมตร และกว้างตั้งแต่ 18 นิ้ว 20 นิ้ว และ 22 นิ้ว ตามลำดับ ถ้าต้องการความกว้างมากกว่า 22 นิ้ว ญาติผู้เสียชีวิตต้องสั่งทำเป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้ราคาขึ้นอยู่กับขนาด ชนิดของไม้ที่นำมาผลิตหีบศพ ตลอดจนลวดลายที่ปรากฏอยู่บนหีบศพอีกด้วย
        ราคาของหีบศพ ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ทำธุรกิจการผลิตและจำหน่ายหีบศพเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ ระบุว่า ปัจจุบัน หีบศพชนิดถูกมีราคาอยู่ระหว่าง 800–1,500 บาท หีบศพชนิดแพงมีราคาอยู่ระหว่าง 4,500–8,000 บาท โดยทั่วไปนิยมขายเป็นชุด (package)คือ ขายหีบศพควบกับบริการเบื้องต้น ซึ่งหมายถึง การฉีดยากันเน่า การแต่งตัวให้ศพ และการเคลื่อนย้ายศพไปวัด การขายแบบชุดนี้ กรณีหีบศพชนิดราคาถูกพร้อมบริการ ราคาโดยทั่วไปประมาณ 2,500–3,500 บาท ถ้าเป็นหีบศพชนิดแพงมีราคาตั้งแต่ 6,000 บาทจนถึงหมื่นบาทขึ้นไป
        ความนิยมในการผลิตและขายหีบศพ จากผลการสำรวจ ร้านขายหีบศพ ร้อยละ 93 นิยมขายหีบศพมากกว่า 2 ประเภทขึ้นไป ส่วนที่เหลือร้อยละ 7 ขายเฉพาะหีบศพไทยเพียงอย่างเดียว สำหรับความนิยมของผู้ซื้อหีบศพ พบว่าญาติ ผู้เสียชีวิต ซื้อหีบศพไทยมากที่สุด ร้อยละ 39 รองลงมา ร้อยละ 36 ซื้อหีบศพจีน แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แม้ว่าสนนราคาหีบศพจีนจะแพงกว่าหีบศพไทยมากก็ตาม
        ความมั่นคงของธุรกิจการผลิตและขายหีบศพ กล่าวกันว่า ธุรกิจการผลิตและขายหีบศพนั้นเป็นธุรกิจที่ไม่มีวันตาย เนื่องจากเป็นธุรกิจจำเป็นและเป็นที่ต้องการ โดยเห็นได้ว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2539 เป็นต้นมา แม้ภาวะเศรษฐกิจจะฝืดเคือง หลากหลายธุรกิจต่างประสบปัญหาในการดำเนินงานอย่างทั่วหน้าและต่อเนื่อง บ้างอยู่ได้ด้วยสายป่านของแหล่งทุนและการแข่งขันที่รุนแรง บ้างถูกผลกระทบอย่างหนักหน่วงจนต้องปิดกิจการลงถาวร เช่น ธุรกิจเสื้อผ้าสิ่งทอ ธุรกิจอาหารบางประเภท แตกต่างจาก "ธุรกิจขายหีบศพ" ที่ไม่ได้รับผลกระทบ หากพิจารณาจากอัตราการตายของคนไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เช่น ในปีพ.ศ. 2539 มีทั้งสิ้น 314,307 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีพ.ศ. 2538 ที่มีจำนวน 298,468 คน เมื่อพิจารณาราคาขายหีบศพโดยเฉลี่ยประมาณ 4,500 บาทต่อโลง ธุรกิจขายหีบศพในปีพ.ศ. 2539 สร้างรายได้ที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 1,400 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบปัจจุบัน ซึ่งมีประมาณการจำนวนคนตายปี พ.ศ. 2549 คือ 450,000 คน (ปราโมทย์ ประสาทกุล และปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ 2549) ด้วยราคาหีบศพเฉลี่ย 4,500 บาทต่อโลง ธุรกิจขายหีบศพในปัจจุบันสร้างรายได้มูลค่าอย่างต่ำประมาณ 2,000 ล้านบาท
        นอกจากนี้ ธุรกิจดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจครัวเรือนอีกด้วย กล่าวคือ ร้านขายหีบศพในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเกินกว่าครึ่ง (ร้อยละ 67) ส่วนใหญ่เป็น ร้านที่ผลิตและขายเอง ที่เหลืออีกร้อยละ 33 เป็น ร้านค้าปลีก ซึ่งรับสินค้าจากผู้ผลิตรายใหญ่มาขาย (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 2540) เมื่อนำมาเทียบเคียงกับจำนวนการตายของประชากรไทยที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน สามารถบ่งชี้ได้ว่า ความต้องการและความจำเป็นในการผลิตและใช้หีบศพ เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนผู้เสียชีวิต ธุรกิจนี้จึงต้องการแรงงานในการผลิต ทั้งแรงงานฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ เกิดกระแสเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งการผลิต การขาย และการจ้างงาน สำหรับผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก การผลิตหีบศพอาจจัดเป็นอุตสาหกรรมภายในครอบครัว เงินลงทุนของผู้ประกอบการมากน้อยขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง และขนาดของหน้าร้านเป็นสำคัญ
2. ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการสวดและเผาศพ
        เมื่อมีผู้เสียชีวิตในครอบครัว คำถามลำดับต้น ๆ ของญาติผู้เสียชีวิตคือ เกณฑ์ในการเลือกวัดที่ใช้สวดและเผาศพ ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่าง ๆ ในการงาน ซึ่งญาติผู้เสียชีวิตต้องคำนึงถึงอย่างเหมาะสมกับฐานะของตน โดยมีการสำรวจหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ ใน พ.ศ. 2540 (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 2540) ดังนี้
        ก. การเลือกวัดที่ใช้ในการสวดอภิธรรมและเผาศพ หลักเกณฑ์ที่ญาติผู้เสียชีวิต มักใช้พิจารณาในการตัดสินใจเคลื่อนย้ายศพไปตั้งสวดอภิธรรมในวัดที่เหมาะสม ได้แก่
        “กรณีผู้เสียชีวิตที่ประกอบคุณงามความดี” และหากได้รับ "พระราชทานเพลิงศพ" ญาติมิตรของผู้เสียชีวิตมักประกอบพิธีสวดอภิธรรมและพระราชทานเพลิงศพใน“วัดหลวง” เป็นส่วนใหญ่
        “กรณีผู้เสียชีวิตที่รับราชการเป็นตำรวจ ทหาร หรือข้าราชการอื่น ๆ” ญาติจะนำศพไปตั้งสวดอภิธรรมที่ “วัดในสังกัด” เช่น ฌาปนกิจสถานของตำรวจที่วัดตรีทศเทพฯ ฌาปนกิจสถานของทหารอยู่ที่วัดโสมนัสวิหาร เป็นต้น
         “กรณีทั่ว ๆไป” ญาติมักเลือก “วัดใกล้บ้าน” ที่ช่วยร่นระยะเวลาการเดินทาง และประหยัดค่าใช้จ่าย
        ข. ค่าใช้จ่ายในการสวดอภิธรรมและเผาศพ โดยทั่วไปได้แก่
        1) ค่าบำรุงในการสวดอภิธรรม กรณีวัดขนาดเล็กทั่วไป มักกำหนดอัตราค่าศาลา 500 บาทต่อคืน ส่วนวัดขนาดใหญ่ มักเรียกเก็บค่าบำรุงเพิ่มขึ้นเท่าตัวคือประมาณ 1,000 บาทต่อคืน นอกเหนือจากนี้ หากศาลาติดเครื่องปรับอากาศ จะมีค่าบำรุงสูงถึง 2,500 บาทต่อคืน ค่าธรณีสงฆ์ วัดส่วนใหญ่มีบริการ "โกดังเก็บศพ" ภายในบริเวณวัด โดยบริจาคเป็นค่าบำรุงวัดประมาณ 500-1,000 บาทต่อศพ
        2) ค่าบำรุงในการเผาศพ ประกอบด้วย ค่าเมรุ ส่วนใหญ่ประมาณ 500-1,000 บาท ค่าเผาศพ กรณีเผาแบบเตาถ่านทางวัดจะเรียกค่าบำรุงประมาณ 250-300 บาท กรณีเผาด้วยน้ำมันมีราคาแพงกว่า คือประมาณ 500-1,000 บาท
        3) ค่าตอบแทนสัปเหร่อ เฉลี่ยวันละ 50 บาท ส่วนในวันเผาผู้ที่เผาศพจะมีรายได้ประมาณ 300 บาท สำหรับรายได้ของสัปเหร่อ วัดเล็กๆ จะมีรายได้เพียง 1,500-3,000 บาทต่อเดือน แตกต่างจากสัปเหร่อวัดกลางกรุงที่มีรายได้ค่อนข้างดี เช่น วัดขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ ย่านหัวลำโพง หากตั้งสวดอภิธรรม 2 วัน สัปเหร่อจะมีรายได้ถึง 1,200 บาท/งาน สวด 3 วัน สัปเหร่อจะมีรายได้ 1,500 บาท/งาน ถ้าเดือนไหนงานชุก สัปเหร่อตามวัดขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่ อาจมีรายได้ถึง 10,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป โดยได้จากเจ้าภาพงานศพเป็นสำคัญ
        ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คืออาชีพ “สัปเหร่อ” เป็นบุคคลที่จำเป็นและสำคัญที่สุดในการทำพิธีเผาศพ เนื่องจากมีหน้าที่ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายศพเข้ามาในบริเวณวัด จนกระทั่งส่งศพขึ้นบนเตาเผา ซึ่งเป็นงานบริการที่ค่อนข้างหนักและเหนื่อย และต้องการมืออาชีพที่สมัครใจ สัปเหร่อในอดีตจะตั้งมั่นอยู่ในศีล ยึดถือธรรมะเป็นหลักในการดำเนินชีวิต โดยเชื่อว่าสัปเหร่อมักมี "คาถา" พิเศษสำหรับป้องกันตัว หรือสยบวิญญาณร้าย (ศูนย์วิจัยกสิกร, 2540) อย่างไรก็ตาม อาชีพสัปเหร่อไม่อยู่ในความนิยม เนื่องจากสังคมไทยถือว่า เป็นอาชีพที่ไม่เป็นมงคลทำให้มีจำนวนน้อย จนเกรงว่าอาจนำไปสู่การขาดแคลนผู้สืบทอดวิธีการจัดการศพและการถ่ายทอดคาถาพิเศษ จึงควรปลูกฝังให้เกิดทัศนคติด้านบวกในการประกอบอาชีพสัปเหร่อ ซึ่งเป็นอยู่คู่กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการตาย พร้อมทั้งยกระดับให้เป็นที่ยอมรับของสังคมไทย เช่นอาจมีเรียกขานอาชีพนี้ใหม่ จาก “สัปเหร่อ” เป็น “อาจารย์เมรุ” หรือก่อตั้งเป็น “ชมรมอาจารย์เมรุ” เพื่อรวบรวมบุคลากรที่ทำอาชีพนี้มาเป็นผู้ฝึกสอนคนรุ่นต่อไป รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมการสืบทอดอาชีพสัปเหร่อให้กับคนรุ่นหลัง
        อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการสวดอภิธรรมและเผาศพ ซึ่งได้จากการพูดคุยระดับลึกเจ้าหน้าที่ประจำวัดขนาดใหญ่และขนาดกลางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (พ.ศ. 2549) พบว่า ค่าใช้จ่ายในการสวดอภิธรรม ค่าธรณีสงฆ์ และค่าเมรุ ยังคงเท่ากับค่าใช้จ่ายในปีพ.ศ. 2540 ส่วนค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวไปบ้างนั้น ได้แก่ ค่าเผาศพ แบบใช้เตาถ่านเสียค่าบำรุงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว คือประมาณ 500-600 บาท ส่วนการเผาด้วยน้ำมัน ประมาณ 1,500 บาท ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในตลาด ส่วนค่าตอบแทนสัปเหร่อ คิดเฉลี่ยวันละ 100 บาท ปรับขึ้นจากปี 2540 ที่เคยได้วันละ 50 บาท สำหรับค่าตอบแทนของผู้ที่ทำหน้าที่ในการเผาศพ พบว่าไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อปีพ.ศ. 2540 คือประมาณ 300 บาท
        4) ค่าดอกไม้ประดับหีบศพและเมรุ แตกต่างกันตามประเภทดอกไม้ ทั่วไปราคาประมาณ 2,000-5,000 บาท อย่างไรก็ตาม พบว่า ญาติผู้ตายที่มีฐานะร่ำรวยบางรายให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่า ความสวยงามของดอกไม้ประดับหีบศพในงานสวดอภิธรรม นอกจากจะเชิดชูผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติสมฐานะและชาติตระกูลแล้ว ยังแสดงความมั่นคงและมั่งคั่งของครอบครัวอีกด้วย ดังที่ปรากฏในข่าวสังคมของบุคคลในวงสังคมชั้นสูงที่มีราคาการจัดดอกไม้อยู่ที่หลักแสนบาท ซึ่งเป็นที่นิยมของบุคคลในวงสังคมชั้นสูงของกรุงเทพไม่น้อย
        5) ค่าอาหารจัดเลี้ยงในงานศพ โดยทั่วไปประมาณ 2,000-5,000บาทต่อคืน
        6) ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ได้แก่ ค่าสายสิญจน์ ผ้าขาว ค่าปัจจัยถวายพระในแต่ละคืนที่สวดอภิธรรม ค่าดอกไม้จันทน์ รวมทั้งค่าของระลึกในงานเผาศพ รวมทั้งสิ้นเฉลี่ยประมาณ 2,000-5,000 บาท
        ประมาณการค่าใช้จ่ายในการสวดอภิธรรมและเผาศพโดยเฉลี่ยต่อ 1 ราย
        จากรายงานของบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เมื่อปี พ.ศ. 2540 พบว่า ค่าใช้จ่ายอย่างต่ำในกรณีตั้งสวดอภิธรรมและเผาศพ 3 วัน ประมาณ 12,000–15,000 บาท กรณี 5 วันประมาณ 16,000–20,000 บาท และกรณี 7 วัน ประมาณ 20,000 บาทขึ้นไป (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 2540)
        อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์ระดับลึกพระภิกษุในวัดขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับประมาณการค่าใช้จ่ายในการสวดอภิธรรมและเผาศพแบบครบวงจร โดยรวมการสวดอภิธรรม ดอกไม้จัดหน้าศพ พวงหรีด ดอกไม้จันทน์ ค่าเตาเผา ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด เฉลี่ยต่อ 1 ราย ณ ปีปัจจุบัน (พ.ศ. 2549) พบว่า ในวัดขนาดเล็ก มีค่าใช้จ่ายประมาณวันละ 3,000–5,000 บาท (3 วัน ประมาณ 9,000–15,000 บาท กรณี 5 วัน ประมาณ 15,000–25,000 บาท และกรณี 7 วัน ประมาณ 21,000-35,000 บาท) วัดขนาดกลาง มีค่าใช้จ่ายประมาณวันละ 8,000-9,000 บาท (3 วัน ประมาณ 24,000-27,000 บาท กรณี 5 วัน ประมาณ 40,000-45,000 บาท และ กรณี 7 วัน ประมาณ 56,000- 63,000 บาท) และวัดขนาดใหญ่ มีค่าใช้จ่ายอย่างต่ำประมาณวันละ 10,000 บาท (3 วัน ประมาณ 30,000 บาท กรณี 5 วัน ประมาณ 50,000 บาท และ กรณี 7 วัน ประมาณ 70,000 บาทขึ้นไป) (ดูตาราง 1 และ ตาราง 2)

ตาราง 1 ประมาณการค่าใช้จ่ายในการสวดอภิธรรมและเผาศพโดยเฉลี่ยต่อ 1 ราย ปี พ.ศ. 2540

ค่าใช้จ่ายในการสวดอภิธรรมและเผาศพ
โดยเฉลี่ยต่อ 1 ราย
บาท
3 วัน
12,000 – 15,000
5 วัน
16,000 – 20,000
7 วัน
20,001 ขึ้นไป
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2540

 

ตาราง 2 ประมาณการค่าใช้จ่ายในการสวดอภิธรรมและเผาศพโดยเฉลี่ยต่อ 1 ราย ปีพ.ศ. 2549

ค่าใช้จ่ายในการสวดอภิธรรมและเผาศพโดยเฉลี่ยต่อ 1 ราย
3 วัน
(บาท)
5 วัน
(บาท)
7 วัน
(บาท)
วัดขนาดเล็ก
9,000 – 15,000
15,000 – 25,000
21,000 – 35,500
วัดขนาดกลาง
24,000 – 27,000
40,000 – 45,000
56,000 – 63,000
วัดขนาดใหญ่
30,000+
50,000+
70,000+
ที่มา: ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต และ วนิพพล มหาอาชา, สัมภาษณ์ระดับลึก, 2549
        ประเด็นเกี่ยวเนื่องที่น่าสนใจของธุรกิจเกี่ยวกับการตาย และการเลือกใช้วัดที่ใช้จัดงานศพ ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์ระดับลึกผู้ผลิตและขายหีบศพรายหนึ่ง ระบุว่า ปัจจุบัน วัดซึ่งเป็นที่นิยมในการสวดพระอภิธรรมและเผาศพในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง มีพัฒนาการของธุรกิจต่อเนื่องแบบครบวงจร ให้บริการแก่ญาติผู้เสียชีวิต ได้แก่ การจัดหาหีบศพตามประเภทที่ตกลง การแต่งตัวศพ การฉีดยากันศพเน่า การเคลื่อนย้ายศพไปวัด รวมถึงธูป เทียน สายสิญจน์ และผ้าขาว หลังจากนั้น ร้านขายหีบศพจะส่งต่อให้ไปรับบริการจากผู้ดูแลศาลาของวัดที่จัดงาน เข้าสู่พิธีการตามประเพณีการสวดและเผาศพ
        การรับบริการช่วงนี้ ญาติของผู้เสียชีวิตเพียงแต่เตรียมค่าใช้จ่ายตามที่ตกลงกันไว้เท่านั้น โดยผู้ดูแลศาลาวัดจะเป็นธุระจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ในพิธีการสวดอภิธรรม จัดเตรียมพิธีการรดน้ำศพ (ถ้ามี) การจัดดอกไม้หน้างาน การจัดพวงหรีด เครื่องถวายพระ ดอกไม้จันทน์ อาหารว่าง และของที่ระลึก จนกระทั่งเก็บหรือเผาศพ
        พัฒนาการของธุรกิจดังกล่าวนี้ ผู้ผลิตและขายหีบศพให้ความเห็นว่า เกิดจากสถานการณ์โดยทั่วไปของญาติผู้เสียชีวิตที่กำลังตกอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ และไม่ได้มีการเตรียมตัวในการจัดงานศพ เมื่อมาติดต่อ วัดจะให้คำปรึกษาและแนะนำกระบวนการจัดงานศพทั้งหมด เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลศาลาสวดศพจึงเกิดแนวคิดให้บริการจัดงานศพแบบครบวงจร ตลอดจนแนะนำข้าวของเครื่องใช้จำเป็นต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดงานศพตามระดับราคาที่ต้องการ ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตได้มาก จนเป็นที่นิยม เป็นทั้งรายได้หลักและรายได้เสริมให้กับผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และมีแนวโน้มที่จะเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไป
        ธุรกิจต่อเนื่องและธุรกิจครบวงจรเกี่ยวกับการตายนี้ นับเป็นพัฒนาการจากผู้ประกอบการผลิตและขายหีบศพ โดยเฉพาะที่ประกอบธุรกิจต่อเนื่อง เช่น รับทำหน้าที่เชิญศพ การแต่งหน้าแต่งตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ศพ ขายเครื่องใช้ในงานศพ รับจัดดอกไม้ ขายพวงหรีด จัดอาหารว่าง และรับทำพิธีกงเต็ก เป็นต้น (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 2540) เห็นได้ว่า มีเครือข่ายการแตกย่อยไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อมีผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะติดต่อให้ผู้ประกอบธุรกิจการผลิตและขายหีบศพเป็นผู้ให้บริการ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้บริจาครายได้ส่วนหนึ่งบำรุงโรงพยาบาล ก่อนจะ ส่งต่อไปยังผู้ดูแลศาลาวัดที่ใช้เป็นสถานที่ในการสวดอภิธรรมและเผาศพต่อไป
3. ธุรกิจพวงหรีด ดอกไม้จันท์ ของระลึกในงานเผาศพ
        จากการสอบถามเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน ถึงจำนวนร้านขายพวงหรีดในกรุงเทพมหานคร พบว่าไม่มีข้อมูล เนื่องจากไม่มีการเก็บข้อมูลร้านขายพวงหรีดและดอกไม้โดยเฉพาะ แต่เป็นการจดทะเบียนการค้ารวมทุกประเภท อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นำและดำเนินกิจการมานาน ประมาณการได้ว่า วัดทั่ว ๆ ในกรุงเทพมหานครจะมีร้านขายพวงหรีดตั้งอยู่หน้าวัด ประมาณ 3 ร้าน รวมทั้งร้านที่ขายดอกไม้เป็นหลักแต่มีบริการเสริมในการจัดดอกไม้เป็นพวงหรีดอีกประมาณ 2-3 ร้าน ดังนั้น หากนำจำนวนวัดที่มีทั่วกรุงเทพมหานคร ประมาณ 400 วัด 3 มาคำนวณ จะได้จำนวนร้านดอกไม้ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพวงหรีดและดอกไม้ที่ใช้ในงานศพ ประมาณ 2,400 ร้าน
        พวงหรีดทั่วไป มี 3 ประเภท ได้แก่ พวงหรีดที่ทำจากดอกไม้สด พวงหรีดที่ทำจากดอกไม้แห้ง และพวงหรีดที่ใช้วัสดุผ้าขนหนูมาเป็นตัวหรีด ราคาพวงหรีดประเภทดอกไม้สดมีราคาเฉลี่ยสูงที่สุด คือ 500-3,000 บาท ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด รองลงมาเป็นพวงหรีดแบบดอกไม้ประดิษฐ์หรือดอกไม้แห้ง ราคา 500-1,500 บาท สำหรับพวงหรีดที่ทำด้วยวัสดุผ้าเป็นพวงหรีดที่มีผู้นิยมน้อยที่สุดและมีราคาต่ำที่สุดคือ 300-1,500 บาท
        จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจพวงหรีด เห็นได้ว่า การผลิตพวงหรีด เป็นธุรกิจที่สร้างงานให้แก่ชุมชน ทั้งยังมั่นคงและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานของเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวน ในการปลูกและตัดไม้ดอก การจ้างแรงงานในการจัดทำตกแต่งพวงหรีด การจ้างแรงงานในการขนส่งพวงหรีดไปตามวัดต่าง ๆ เป็นต้น ผู้ประกอบการรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ธุรกิจการผลิตและขายพวงหรีดมีเงินหมุนเวียนในตลาดเป็นหลักพันล้านบาทต่อปี สอดคล้องกับข้อมูลจากหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ ระบุว่า ตลาดร้านดอกไม้ของประเทศไทยในปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 7.5 พันล้านบาท แบ่งเป็น ดอกไม้สด 1.2 พันล้านบาท ดอกไม้จัดส่งถึงบ้าน 2 พันล้านบาท และพวงหรีด 4.3 พันล้านบาท ราคาของพวงหรีดในปัจจุบัน มีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน หากเป็นร้านดอกไม้ในเขตเมือง ก็จะมีบริการส่งถึงงาน และพวงหรีดดอกไม้สดยังคงเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 4
        พัฒนาการของการผลิตพวงหรีดที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2547) กล่าวคือ ผู้ก่อตั้งบริษัท เนื้อนาบุญ จำกัด ได้สร้างทางเลือกใหม่ให้กับสังคม โดยการผลิต “กล่องนาบุญ” ซึ่งเป็นพวงหรีดรูปแบบใหม่ออกสู่ตลาด ใช้เป็นตัวแทนแสดงความอาลัยให้กับผู้ที่เสียชีวิต จุดเด่นของ “กล่องนาบุญ” สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านการศึกษาได้อย่างดี เนื่องจากบรรจุอุปกรณ์ เครื่องใช้ของนักเรียนอยู่ภายใน เช่น กระเป๋านักเรียน สมุด ปากกา ดินสอสีเทียน ไม้บรรทัด อุปกรณ์เครื่องเขียน เครื่องกีฬา เป็นต้น ราคาประมาณ 1,000-2,500 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 5 การผลิตพวงหรีดในรูปแบบ "กล่องนาบุญ" เกิดจากแนวคิดที่ว่าเป็นการทำบุญร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย ระหว่างผู้ส่ง (ผู้สั่ง) ผู้ที่จากไป(ผู้ตาย) และเจ้าภาพ (ครอบครัว ญาติ พี่น้องของผู้ที่จากไป) และ เป็นการทำทานให้กับผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส เนื่องจาก 10% ของมูลค่า "กล่องนาบุญ" ทางผู้ผลิตได้นำไปบริจาคให้กับมูลนิธิชัยพัฒนาในพระบรมราชูปถัมภ์ 6 การสั่ง “กล่องนาบุญ” แทนพวงหรีดดอกไม้ อาจมีแนวโน้มเป็นที่นิยมในอนาคต เนื่องจากผู้ผลิต ได้มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้มีผู้มาซื้อดังข้อความตามนี้ “สั่งพวงหรีดไปก็เน่าเสียเปล่า สั่ง "กล่องนาบุญ" ดีกว่าเอาไปบริจาคได้ด้วย”
        ดอกไม้จันทน์ ไม่ได้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ โดยทั่วไป มีการผลิตดอกไม้จันทน์แบบโบราณ ซึ่งมีความสวยงามและประณีตมาก แต่มีราคาแพง อีกรูปแบบหนึ่งเป็นแบบทั่ว ๆ ไป ที่มีความประณีตและสวยงามน้อยกว่าและราคาถูกกว่ามาก การทำดอกไม้จันทน์ในชุมชนชนบทนั้น พบว่า ได้รับการส่งเสริมจากรัฐให้เป็นอาชีพเสริมรายได้ที่ส่งเสริมภูมิปัญญาไทย เสริมรายได้แก่สตรีและเด็กในครัวเรือนชนบท เน้นการใช้ทรัพยากรพื้นบ้านให้เป็นประโยชน์ และยังส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนของใช้ที่จำเป็นระหว่างหมู่บ้านเนื่องในประเพณีต่าง ๆ เช่น หมู่บ้านที่มีกลุ่มสตรีประดิษฐ์มาลัยดินหอมเพื่อใช้เป็นของชำร่วยในงานแต่งงาน ขณะที่กลุ่มสตรีอีกหมู่บ้านหนึ่งทำดอกไม้จันทน์ เมื่อมีงานศพหรืองานแต่งงานเกิดขึ้น ทั้งสองหมู่บ้านสามารถแลกเปลี่ยนของชำร่วยเพื่อใช้ในกิจกรรมของงานแต่ละประเพณีได้ นับเป็นการส่งเสริมการใช้วัสดุพื้นบ้านที่ทำในชุมชน เป็นอาชีพเสริมรายได้ และทำให้เกิดเครือข่ายอาชีพในชุมชนอีกด้วย (อมรา สุนทรธาดา และ ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต 2546)
        ของที่ระลึกในงานเผาศพ ในที่นี้หมายถึง หนังสือที่ระลึกในงานเผาศพ ซึ่งถ้าเจ้าภาพมีเวลาเพียงพอ เจ้าภาพจะสั่งพิมพ์หนังสืองานศพ เป็นชีวประวัติของผู้เสียชีวิตและคำอาลัยจากญาติสนิทมิตรสหาย รวมถึงเกร็ดความรู้ต่าง ๆ แจกจ่ายเป็นที่ระลึกแก่ผู้มาร่วมในงานเผาศพ ราคาทั่วไปอยู่ระหว่าง เล่มละ 20-200 บาท ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าภาพ ธุรกิจการพิมพ์หนังสืองานศพในปัจจุบัน มีการจัดรูปเล่มสวยงามและน่าอ่าน นับเป็นธุรกิจหนึ่งที่ทำรายได้ต่อเนื่องให้กับผู้ประกอบการโรงพิมพ์
4. ธุรกิจการจัดเลี้ยงอาหารในงานศพ
        การจัดเลี้ยงอาหารแก่ผู้มาช่วยงานรวมถึงผู้มางานสวดอภิธรรมศพนั้น พบว่า เป็นภาระที่สร้างความกังวลและโกลาหลให้กับเจ้าภาพเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงมีผู้ประกอบการให้บริการทำ “อาหารหม้อ” ซึ่งหมายถึง อาหารคาวเช่น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ กระเพาะปลา ข้าวต้มทรงเครื่อง เป็นต้น และ “อาหารกล่อง” ได้แก่ ของว่างที่บรรจุมาในกล่องกระดาษ ประกอบด้วย ขนมปัง คุกกี้หรือขนมไทย เช่น ขนมชั้น หรือขนมสาลี่ เป็นต้น พร้อมทั้งเครื่องดื่มบรรจุกล่อง นำมาให้บริการแก่ผู้มาร่วมในงานสวดอภิธรรมศพ ปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยง“อาหารกล่อง” มากกว่าเลี้ยง “อาหารหม้อ”
        จากการไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพปัจจุบันในเขตกรุงเทพมหานครหรือพื้นที่ใกล้เคียง เห็นได้ว่า วิวัฒนาการของ “อาหารกล่อง” นับเป็นธุรกิจที่เติบโตก้าวหน้า มีโอกาสสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจประเภทนี้อยู่แล้ว จากการสัมภาษณ์ระดับลึกผู้ประกอบการ “อาหารกล่อง” พบว่า มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นที่นิยมของเจ้าภาพ และมักจะสั่งซื้อจากผู้ประกอบการอาหารประเภทขนมปังรายใหญ่ ดังนั้น ผู้ผลิตรายย่อยหรือรายใหม่จึงต้องคิดค้นให้ “อาหารกล่อง” สามารถแข่งขันในตลาด โดยยึดหลัก กล่องบรรจุอาหารต้องสวยงามดูมีราคา อาหารในกล่องต้องอร่อยชวนรับประทาน และราคาไม่สูงเกินกว่าที่เจ้าภาพจะรับได้ ราคา “อาหารกล่อง” โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 25 บาท – 200 บาท ต่อกล่อง และยิ่งสั่งจำนวนมากราคาจะยิ่งถูกลง
บทส่งท้าย
        ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการตาย สามารถพัฒนาให้เกิดอาชีพแก่ผู้ที่มีชีวิตอยู่ได้อย่างหลากหลาย สร้างรายได้ในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินมหาศาล ในปีหนึ่ง ๆ มากกว่าพันล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตและกระจายไปสู่เมืองใหญ่ทั่วประเทศ แม้จะถูกมองว่าเป็นการทำมาหากินบนความโศกเศร้าของผู้อื่น แต่ก็เป็นธุรกิจบริการที่ไม่ได้กระตุ้นให้มีการตายเพิ่มขึ้น ไม่ต้องอาศัยกลยุทธ์ทางการตลาดสร้างยอดขาย ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการตายเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา และจำเป็นต้องมี เป็นกิจกรรมบริการที่สร้างอาชีพได้ เกิดการกระจายรายได้ ส่งเสริมภูมิปัญญาไทยพื้นบ้าน และเกิดเครือข่ายชุมชนในชนบท
        มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตายได้ฉันใด ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการตายก็ต้องดำเนินและพัฒนาต่อไปฉันนั้น การส่งเสริมหรือสนับสนุนธุรกิจดังกล่าว นอกเหนือจากเพื่อให้เกิดความมั่นคงและมั่งคั่งทั้งในระดับประเทศ ชุมชน ครัวเรือน และผู้คนหลากหลายกลุ่มในสังคมไทยแล้ว ควรเน้นถึงความจำเป็นและพอเพียงทั้งผู้ให้และผู้ใช้บริการ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังคำพังเพยที่ว่า “คนตายขายคนเป็น”
เอกสารอ้างอิง
ปราโมทย์ ประสาทกุล และ ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์. ภาวะการตายและความยืนยาวของชีวิตประชากรไทย ใน ประชากรและสังคม 2549 ภาวะการตาย...ภาพสะท้อนความมั่นคงทางประชากร. กฤตยา อาชวนิจกุล และวรชัย ทองไทย บรรณาธิการ. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. 2540. ธุรกิจงานศพ : คนตายสงบ เจ้าภาพสะท้าน. กระแสทรรศน์รายเดือน, 30 มิถุนายน
อมรา สุนทรธาดา และ ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต, 2547. การวิจัยเชิงปฏิบัติการ การส่งเสริมความเป็นผู้นำเชิงเศรษฐกิจของสตรีชนบท: กรณีการมีส่วนร่วมกิจกรรมอาชีพเสริมในจังหวัดกาญจนบุรี เอกสารวิชาการ โครงการกาญจนบุรี, นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.

1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
2 นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรประชากรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (นานาชาติ) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
3 ประเทศไทยมีศาสนาที่สำคัญคือ ศาสนาพุทธ และ ปัจจุบันมีวัดในพุทธศาสนาประมาณ 30,000 วัดทั่วประเทศ และประมาณ 400 วัดในเขตกรุงเทพมหานคร มีพระสงฆ์นอกพรรษาประมาณ 278,000 รูป (http://www.geocities.com/Nashville/Opry/3009/history/009.htm)
4 http://www.siamturakit.com
5 http://www.nabun.co.th/box.html
6 http://www.siamturakit.com
** ท่านสามารถ download บทความนี้ได้ หากนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาให้ถูกต้องด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
พิมพ์บทความ .pdf