** ท่านสามารถ download บทความนี้ได้ หากนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาให้ถูกต้องด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
พิมพ์บทความ .pdf
ความรุนแรงและความตายภายใต้นโยบายรัฐ : กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
กฤตยา อาชวนิจกุล 1
กุลภา วจนสาระ 2
และ หทัยรัตน์ เสียงดัง 3

        บทความนี้พยายามทำความเข้าใจความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการย้อนทวนประวัติศาสตร์ของรัฐปัตตานี จากที่เคยเป็นรัฐอิสระจนกระทั่งถูกหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐที่ใหญ่กว่าอย่างสยาม สู่ความไม่มั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน ผู้คนในดินแดนเหล่านี้ต้องเผชิญกับความรุนแรงเชิงนโยบายจากรัฐไทยมาหลายทศวรรษ นับแต่การผสมกลมกลืนด้วยวัฒนธรรมไทยนิยม นโยบายรัฐนิยมที่ควบคุมพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างขัดแย้งกับหลักศรัทธาทางศาสนา ไปจนถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมและการถูกเลือกปฏิบัติ อันเกิดจากอคติที่ไม่เข้าใจอัตลักษณ์ที่หลากหลายได้ของผู้คนในสังคม
        ที่รุนแรงที่สุดในความรู้สึกของผู้คนก็คือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจกระทำรุนแรง ผ่านการอุ้ม ฆ่า ยัดเยียดข้อหา สอบสวนทรมานชาวบ้าน การโต้ตอบต่อความรุนแรงข้างต้นปรากฏออกมาหลายรูปแบบ และนำไปสู่ความรุนแรงในลักษณะตาต่อตา-ฟันต่อฟัน ลงท้ายด้วยความตายของผู้คนตัวเล็ก ๆ จำนวนไม่น้อย ตัวเลขของเหตุการณ์และจำนวนผู้เสียชีวิตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สูงมากในช่วง 2-3 ปีนี้ ส่งสัญญาณให้สังคมไทยต้องพิจารณาถึงความรุนแรงและความตายที่เกิดขึ้นจากนโยบายและการใช้อำนาจของผู้ปกครองเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง
        หากสังคมไทยไม่สามารถคลี่คลายปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กล่าวได้ว่าเป็นปัญหาสำคัญที่สุดแห่งยุคสมัย ความรุนแรงนี้ก็คงยังจะกัดกลืนชีวิตคนบนผืนแผ่นดินนี้ไปอีกจำนวนมาก ยากที่จะคาดคะเน บาดแผลทางใจที่ฝังลึกของผู้คนที่ญาติพี่น้องสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว จะยิ่งส่งผลให้ความสันติสุขที่เราปรารถนาหายากขึ้นในสังคมไทยเรื่อย ๆ
1. จากประวัติศาสตร์รัฐปัตตานีสู่ความไม่มั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
        ดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรที่เรียกว่า ปตานี หรือ ฟาฏอนี หรือ ปัตตานี ซึ่งเป็นอาณาจักรอิสระอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายูที่อยู่ระหว่างสองอารยธรรม คือพุทธและมุสลิม การเป็นรัฐอิสระในท่ามกลางอาณาจักรน้อยใหญ่ใกล้เคียง ทำให้รัฐปัตตานีมีปฏิสัมพันธ์กับดินแดนใกล้ไกลในลักษณะต่าง ๆ กันไป ทั้งในลักษณะที่ได้รับผลกระทบจากการขยายอิทธิพลจากอาณาจักรใกล้เคียงที่ใหญ่กว่าอย่างมะละกา มัชปาหิต ยะโฮร์ ศรีวิชัย สยาม ฯลฯ ซึ่งในบางขณะรัฐอิสระอย่างปัตตานีต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ยอมอ่อนน้อมให้กับการกดขี่ข่มเหงของอาณาจักรที่ใหญ่กว่าเหล่านั้น โดยเฉพาะสยาม ด้วยการส่งบรรณาการให้บ้างเพื่อการอยู่อย่างสงบ ในบางขณะก็แข็งขืนต่ออำนาจครอบงำของสยามเพื่อการอยู่อย่างอิสระ ประคับประคองเอกราชของตัวเอง ในอีกทางหนึ่ง รัฐอิสระอย่างปัตตานีก็มีปฏิสัมพันธ์กับเมืองท่าใหญ่น้อย ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย อาหรับ และยุโรป ในลักษณะที่เป็นคู่ค้าทางทะเล แลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรมระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นพื้นฐานของอัตลักษณ์ร่วมของผู้คนที่เรียกตัวเองว่ามลายูมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
        ในทางประวัติศาสตร์นั้น อาณาจักรหรือนครรัฐหนึ่ง ๆ อาจเกิดขึ้นและล่มสลายลงท่ามกลางบริบทความสัมพันธ์กับอาณาจักรหรือนครรัฐใกล้เคียง โดยเฉพาะเมื่ออาณาจักรใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองเริ่มเสื่อมลง บรรดาเมืองชายขอบต่าง ๆ ก็พัฒนาตัวรุ่งเรืองเข้มแข็งขึ้นเป็นศูนย์อำนาจใหม่ เป็นวัฏจักรของการช่วงชิงและแผ่อิทธิพลเหนือดินแดน เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างนครรัฐปัตตานีและรัฐสยาม ที่ผ่านการต่อสู้ ปราบปราม และแข็งเมืองมาหลายครั้งหลายหน จนกระทั่งถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาติไทยปัจจุบันในที่สุด
2. เมื่อรัฐปัตตานีถูกกลืนกลายเป็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในประวัติศาสตร์รัฐชาติไทย
หากพิจารณาย้อนกลับศึกษาความเป็นมาของดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐปัตตานีในอดีต พบว่าเป็นดินแดนที่มีพัฒนาการด้านอารยธรรมสำคัญที่น่าสนใจ แบ่งได้เป็น 3 ช่วง คือ
        (1) สมัยราชอาณาจักรลังกาสุกะ (ราวพุทธศตวรรษที่ 7– พ.ศ. 2043) ลังกาสุกะปรากฏชื่อในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต (ฟอนฟลีต) ชาวฮอลันดา ระบุว่าอยู่ห่างจากเมืองปัตตานีสมัยนั้น (บ้านกรือเซะ อำเภอเมืองปัตตานี) ไปทางตอนเหนือของลำน้ำปัตตานี คือบริเวณเมืองโบราณ ที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี (ปัจจุบัน)4 ลังกาสุกะในสมัยนั้นเป็นเมืองท่าอิสระ ดูแลเส้นทางการค้าจากตะวันออกไปยังตะวันตกผ่านทางคอคอดกระ การเป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลทำให้ลังกาสุกะมีความสัมพันธ์กับชนต่างถิ่นต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างภาษา มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รับเอาอารยธรรมฮินดู-ชวา หรือฮินดู-พุทธเข้ามาในสังคมมลายู ก่อนจะรับเอาอารยธรรมอิสลามเข้ามาในเวลาต่อมา
        (2) ปตานีดารุสสะลาม หรือนครแห่งสันติภาพ (พ.ศ. 2043-2351) เป็นยุคที่รัฐปัตตานีรับอารยธรรมอิสลามจากมะละกาซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าที่รุ่งเรือง ในสมัยกษัตริย์ราชวงศ์ศรีวงสา ต่อมาในสมัยของสุลต่าน อิสมาเอลชาฮ์ มีการย้ายพระนครโกตา มหลิฆัย (หรือลังกาสุกะ) มาสร้างพระนครใหม่ขึ้นที่หมู่บ้านกรือเซะ ในท้องที่ปัตตานีปัจจุบัน เรียกว่า "ปัตตานี ดารัสลาม" (นครแห่งสันติ)5 นับแต่นั้นมา ปัตตานีก็ปรากฏขึ้นในฐานะนครรัฐที่มีความสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม เพราะเป็นเมืองท่าค้าขายสำคัญ มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมค่อนข้างสูง เนื่องจากเชื่อมโยงโลกตะวันตก ทั้งโปรตุเกส อังกฤษ ฮอลันดา เปอร์เซีย อาหรับ กับโลกตะวันออก คือจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และชวา เป็นต้น
        หากมองในแง่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐปัตตานีกับสยามในช่วงนี้ อยุธยาได้พยายามส่งกองทัพเข้ามายึดครองปัตตานีหลายครั้งหลายหนด้วยกัน เนื่องจากเป็นยุคที่ปัตตานีเจริญรุ่งเรืองมากจากการค้าขายทางทะเลกับชาวต่างประเทศ เช่น ในสมัยพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2146) พระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2175) เป็นต้น มีทั้งการร่วมมือพึ่งพากันยกทัพไปช่วยอยุธยาตีพม่า (พ.ศ. 2092) ในขณะเดียวกันก็มีการดำเนินการทางการทูตเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างรัฐ โดยราชินีแห่งปัตตานีส่งบุหงามัสหรือดอกไม้เงินดอกไม้ทอง6 ให้อยุธยา
        การส่งบรรณาการเช่นนี้ถูกตีความจากฝั่งสยามว่าคือ การยอมเป็นเมืองประเทศราช และอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือปัตตานีและรัฐมลายูอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเคดาห์ (ไทรบุรี) กลันตัน ตรังกานู และเปอร์ลิส โดยให้มีผู้ปกครองของตัวเอง มีสุลต่าน มีกฎหมาย ศาสนา และวัฒนธรรมของตัวเองได้ ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อราชวงศ์จักรีแห่งสยามมีอำนาจเข้มแข็ง มีการส่งกองทัพไปปราบรัฐปัตตานี (พ.ศ. 2328 และ 2334) และกวาดต้อนผู้คนมายังกรุงเทพฯ แบ่งเป็นกลุ่มก้อนให้ไปอยู่ในที่ต่าง ๆ โดยแต่งตั้งขุนนางมลายูเป็นเจ้าเมืองปัตตานี และแต่งตั้งคนไทยเป็นข้าหลวงควบคุมการปกครองอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้รัฐปัตตานีอ่อนแอลง ไม่คิดกบฏแข็งเมืองต่อสยามอีก
        (3) การผนวกรัฐปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม (พ.ศ. 2351) หลังจากรัชกาลที่ 1 ขยายอำนาจมาเหนือสุลต่านและเจ้าเมืองท้องถิ่น มีการแข็งขืนต่อต้านอำนาจครอบงำของสยามเป็นระยะๆ ตั้งแต่สมัยสุลต่านมูหัมมัด (พ.ศ. 2329) ตึงกู ลามิดดีน (พ.ศ. 2334) และดาโตะ ปึงกาลัน (พ.ศ. 2351) ภายหลังสงครามครั้งที่สามนี้ สยามปรับโครงสร้างการปกครองเมืองปัตตานี แบ่งแยกเป็น 7 หัวเมือง คือ ปัตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ ราห์มัน สายบุรี และหนองจิก ขึ้นกับสงขลา ทั้งยังกวาดต้อนผู้คนและทรัพยากรเข้าไปในกรุงเทพฯและหัวเมือง เพื่อไม่ให้หัวเมืองมลายูก่อการแข็งเมืองได้อีก
        เจ้าเมืองในแต่ละเมืองได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากรัฐสยามในกรุงเทพฯ มีการย้ายชาวไทยพุทธเข้าไปอยู่ในเจ็ดหัวเมืองเหล่านี้ เพื่อสร้างสมดุลอำนาจในเชิงเชื้อชาติ และป้องกันการคุกคามจากชาวพื้นเมืองที่ไม่พอใจ ซึ่งเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนใน 7 หัวเมืองกับรัฐสยามเป็นระยะ ๆ เจ้าเมืองบางคนได้แอบสะสมอาวุธและผู้คนไว้เพื่อก่อการแข็งขืนกับรัฐสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 3 เองก็เกิดสงครามกอบกู้เอกราชปัตตานีขึ้นอีกในไทรบุรีเมื่อ พ.ศ. 2374-2375 ก่อนจะขยายไปยังหัวเมืองทั้งเจ็ด หลังสงคราม รัฐสยามได้ใช้นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง แบ่งเคดาห์ (ไทรบุรี) ออกเป็น 4 เขตคือ เปอร์ลิส สตูล ไทรบุรี และกะบังปาสู ให้แต่ละเขตปกครองตนเอง แต่ให้ขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช หัวเมืองมลายูจึงอ่อนแอลง (อิมรอน มะลูลีม 2538: 54-55)
        ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2444) ได้เปลี่ยนระบบการปกครองจากระบบหัวเมืองประเทศราช7 มาเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล ออกข้อบังคับที่เรียกว่า “กฎข้อบังคับสำหรับปกครองบริเวณเจ็ดหัวเมือง ร.ศ.120” กำหนดวิธีการปกครองและตำแหน่งหน้าที่ราชการในหัวเมืองทั้งเจ็ด ให้มีหน่วยบริหารของตัวเองที่เรียกว่ามณฑล มีผู้ปกครองมณฑลตามคำสั่งจากกรุงเทพฯหรือเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ยกเลิกความเป็นอิสระและอำนาจปกครองหัวเมืองท้องถิ่นของบรรดาเจ้าเมือง เจ้าเมืองต่าง ๆ จึงไม่พอใจ พากันคัดค้านการกำหนดอาณาเขตที่สยามอธิบายว่าเพื่อไม่ให้ถูกรุกรานจากต่างชาติ ว่าเป็นการตัดขาดจากโลกของมลายูมุสลิมและหมายถึงการสูญเสียดินแดน สูญเสียอำนาจการปกครอง ถูกบังคับให้เป็นดินแดนของสยาม แม้จะมีการร้องทุกข์ต่อกงสุลอังกฤษที่สิงคโปร์ เพื่อให้เข้ามาช่วยแทรกแซงยับยั้ง แต่ไม่เป็นผล ในปีต่อมา (พ.ศ. 2445) สยามได้ออกกฎบังคับให้ใช้ระบบการปกครองแบบใหม่ มีการเก็บภาษีอากร แต่บรรดาหัวเมืองทั้ง 7 พากันปฏิเสธ พระยาวิชิตภักดีหรือตึงกูอับดุลกอเดร์ เจ้าเมืองปัตตานีมลายูมุสลิมคนสุดท้ายที่ปกครองปัตตานี ถูกจับถอดยศในข้อหาพยายามก่อการขบถ ถูกส่งไปคุมขังที่พิษณุโลกจนถึงปี พ.ศ. 2448 ก่อนจะไปอยู่รัฐกลันตัน มาเลเซียในที่สุด
        ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการแบ่งอาณาเขตการปกครองภาคใต้ใหม่ (พ.ศ. 2450) โดยการปรับ 7 หัวเมืองให้เหลือเพียง 4 หัวเมือง คือ ปัตตานี ยะลา สายบุรี และระแงะ รวมอยู่ในเขตมณฑลหนึ่ง มีการยกเลิกเมืองสายบุรีในพ.ศ. 2475 จนกระทั่งพ.ศ. 2476 ก็มีประกาศจัดระเบียบราชการบริหาร ยกเลิกการตั้งเจ้าเมือง แต่งตั้งผู้นำท้องถิ่นจากกระทรวงมหาดไทย มณฑลปัตตานีจึงแบ่งออกเป็น 3 จังหวัด คือปัตตานี ยะลา นราธิวาส ถึงปัจจุบัน
        ในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ เกิดเหตุการณ์ต่อต้านการครอบนำของรัฐสยามหลายลักษณะด้วยกัน ตั้งแต่การต่อต้านขัดขืนเงียบ ๆ ไปจนถึงการก่อการไม่สงบขึ้นในที่ต่าง ๆ เช่น การไม่ยอมเสียภาษีให้กับรัฐบาลที่ไม่ใช่มุสลิม เนื่องจากเชื่อว่าเป็นเรื่องฮาราม (ถูกสั่งห้าม) การเผาที่ทำการรัฐบาลในพ.ศ. 2453 กรณีกบฏฮัจญีบูลาพ.ศ. 2454 การเผาที่ว่าการอำเภอยะลา พ.ศ. 2463 และการประท้วงไม่ยอมจ่ายภาษีที่ดินที่บ้านน้ำใส จ.ปัตตานีในพ.ศ. 2465 เป็นต้น

3. สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ท่ามกลางวัฒนธรรมแบบไทยนิยมในประวัติศาสตร์การสร้างชาต
หากพิจารณาการก่อตัวของรัฐสยาม ซึ่งช่วงชิงดินแดนและผนวกรวมเอาผู้คนในที่ต่าง ๆ สถาปนาขึ้นเป็นรัฐชาติและประเทศไทยในปัจจุบันแล้วจะเห็นว่า นโยบายที่รัฐสยามใช้มาตลอดก็คือการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม โดยใช้วัฒนธรรมหลวงของชาวไทยภาคกลางเป็นวัฒนธรรมร่วม และสร้างชุมชนทางวัฒนธรรมดังกล่าวขึ้นมาเป็นรัฐชาติ ซึ่งพยายามรวมและกดทับทุกความแตกต่างให้อยู่ร่วมภายใต้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
        การสร้างประวัติศาสตร์ชาติด้วยการใช้วัฒนธรรมแบบไทยนิยม กำหนดคนในชาติให้กลายเป็นไทยเหมือน ๆ กันในสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม โดยเฉพาะการประกาศนโยบายรัฐนิยม 12 ฉบับ8 พระราชบัญญัติบำรุงวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2483 พระราชกำหนดวัฒนธรรมซึ่งประชาชนชาวไทยต้องปฏิบัติตาม พ.ศ. 2484 จนถึงการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติในพ.ศ. 2485 และการใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวและมรดกแทนกฎหมายอิสลาม ล้วนสร้างความรู้สึกแปลกแยกแตกต่างให้กับคนต่างชาติพันธุ์ในประเทศอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นระเบียบที่ออกมาควบคุมและกำหนดวิถีการดำเนินชีวิต กำกับพฤติกรรมประจำวันของผู้คนในหลายด้าน ทั้งยังกำหนดบทลงโทษหากฝ่าฝืน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อนามสกุลให้เป็นแบบไทย ให้เรียนและสื่อสารด้วยภาษาไทย ห้ามใช้ภาษามลายูในการติดต่อราชการ ห้ามเรียนคัมภีร์อัลกุรอ่าน ส่งเสริมการนับถือพุทธศาสนา กำหนดการแต่งกายแบบสุภาพชนที่ต้องสวมหมวก ใส่ถุงเท้าและรองเท้า ห้ามสวมโสร่ง ห้ามใช้ผ้าคลุมศีรษะ และห้ามกินหมาก เป็นต้น
        ข้อกำหนดต่างๆนี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้รู้สึกถูกจำกัดเสรีภาพ บังคับให้ปรับเปลี่ยนจารีตของตัวเองเพื่อที่จะเป็นไทย และยิ่งสะสมความรู้สึกไม่พอใจในหมู่ชนมากขึ้น เนื่องจากเป็นการใช้กฎทางโลกมากำกับแบบแผนชีวิตที่เคยดำเนินไปอย่างเคร่งครัดภายใต้กฎศาสนาอิสลาม ซึ่งหลายอย่างเป็นวิถีปฏิบัติที่ขัดกับหลักศรัทธาทางศาสนาและวัฒนธรรมอิสลามอย่างสิ้นเชิง ดังปรากฏในงานเขียนของ อิมรอน มะลูลีม (2538: 141) ดังนี้

เรื่องที่ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นรู้สึกเดือดร้อนที่สุดก็คือ การที่รัฐบาลไทยมาควบคุมชีวิตประจำวันมากขึ้น ภาษา ศาสนา และคุณค่าทางวัฒนธรรมของพวกเขาได้ตกไปอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลมากขึ้น และรัฐนั้นมีคนที่เป็น “กาเฟร” (ผู้ไม่ศรัทธา) ครอบครองอยู่ ยิ่งกว่านั้นการต้องสูญเสียการปกครองตนเองไปก็มีความหมายเป็นพิเศษแก่ชาวไทยมาเลย์ ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ภายใต้กฎหมายอิสลาม (ซาริอะฮฺ) ดังนั้น การสูญเสียการปกครองตนเองไป และการที่กฎหมายศาสนาถูกแทนที่ด้วยกฎหมายทางโลก จึงทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่าตนไม่ได้ทำหน้าที่ทางศาสนาซึ่งตนควรจะทำ...การต่อต้านการปกครองของไทยตั้งแต่ต้นนั้น มีมาในรูปแบบของการลุกฮือเรื่องศาสนา โดยพยายามจะปลดปล่อยอำนาจทางการเมืองของต่างชาติ (ไทย) ออกไปจากอาณาบริเวณนั้น...

        แม้ว่ารัฐบาลชุดต่อมาของนายปรีดี พนมยงค์ พยายามยกเลิกกฎที่ขัดแย้งกับจารีตปฏิบัติของชาวมุสลิมในเวลาต่อมา ด้วยการประกาศใช้พ.ร.ก.ว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ. 2488 ให้การช่วยเหลือคุ้มครองและอุปถัมภ์กิจการศาสนาของชาวมุสลิม จัดตั้งสถาบันทางศาสนา มีตำแหน่งจุฬาราชมนตรี มีคณะกรรมการกลางอิสลาม ฟื้นฟูตำแหน่งดะโต๊ะยุติธรรม จัดตั้งสถาบันการศึกษาคือ อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย เป็นต้น รวมทั้งใช้กฎหมายอิสลาม และอนุญาตให้โต๊ะครูสอนภาษามลายู อาหรับ และศาสนาอิสลามได้ในพ.ศ. 2489 แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ของชาวมุสลิมที่ไม่พอใจลงได้ เนื่องจากกลายเป็นการเข้าไปควบคุมบทบาทของผู้นำทางศาสนาของชาวมลายูมุสลิมอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น และเป็นการนำเอานโยบายที่รัฐทำกับศาสนจักรหรือคณะสงฆ์มาปรับใช้กับชาวมาเลย์มุสลิม (สุรินทร์ พิศสุวรรณ 2525: 10) และยังคงมีความเคลื่อนไหวในลักษณะของการเรียกร้องสิทธิในการปกครองตัวเองเรื่อยมา ดังปรากฏในข้อเรียกร้อง 7 ข้อของฮัจญีสุหลง ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ที่ได้ยื่นต่อรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 24909 ผ่านทางคณะกรรมการสอดส่องภาวการณ์ใน 4 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งกลายเป็นผู้นำกลุ่มต่อต้านนโยบายของรัฐบาลในเวลาต่อมา
        ในช่วงพ.ศ. 2490-2491 นี้นับเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและชาวมลายูมุสลิมอย่างรุนแรงหลายกรณีด้วยกัน นับแต่กรณีการจับกุมฮัจญีสุหลง ในวันที่ 10 มกราคม 2490 ด้วยข้อกล่าวหาว่าวางแผนแบ่งแยกดินแดน นำมาสู่การจับกลุ่มประท้วงของชาวบ้าน ก่อให้เกิดการปะทะและจลาจลขึ้นหลายพื้นที่ในปัตตานีและนราธิวาสอย่างต่อเนื่อง แม้จะย้ายคดีไปพิจารณาที่นครศรีธรรมราช กรณีรุนแรงที่สุดคือที่หมู่บ้านดุซงญอ จ.นราธิวาส คดีของเขาศาลสั่งยกฟ้องคดีแบ่งแยกดินแดน ถูกจำคุก 7 ปีในข้อหาโจมตีรัฐบาล และได้รับการปล่อยตัวในปี 2495 หลังจากจำคุกอยู่ 3 ปีครึ่ง แต่หายตัวไปพร้อมลูกชายคนโตในเดือนสิงหาคม 2497 พร้อมกับข่าวลือว่าถูกตำรวจในสมัยพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์นำตัวไปถ่วงน้ำในทะเลสาบสงขลา นับเป็นฟางเส้นสุดท้ายของการปะทุความไม่พอใจ
        กรณี "บะลูกาสาเมาะ" ซึ่งเกิดขึ้นที่ปัตตานีในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2490 เมื่อตำรวจคนหนึ่งถูกโจรยิงเสียชีวิตที่หมู่บ้านบะลูกาสาเมาะ ตำรวจกลุ่มหนึ่งจึงเข้าไปยังหมู่บ้านนั้น สอบสวนทรมานชาวบ้าน และกล่าวหาพวกเขาว่าสมคบกับโจร จากนั้นก็เผาหมู่บ้านเสียสิ้น ทำให้ชาวบ้าน 25 ครอบครัวไร้ที่อยู่อาศัย (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ 2547)
        ขณะเดียวกันก็มีผลกระทบของการเมืองระหว่างประเทศที่แบ่งเป็นฝักฝ่าย และภาวะยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคมในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บวกกับเมื่อจอมพลป. พิบูลสงครามกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในพ.ศ. 2491 สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็พัฒนาไปสู่ความรุนแรง เมื่อเกิดเหตุการณ์ดุซงญอขึ้น สาเหตุสำคัญก็เนื่องจากการถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ทางการที่คอรัปชั่น ใช้อำนาจในทางกดขี่ และมีอคติทางชาติพันธุ์และปฏิบัติต่อชาวมุสลิมในฐานะที่เป็น “คนอื่น” หรือเป็นพลเมืองชั้นสอง รองจากชาวไทยพุทธ
        เหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ที่ดุซงญอนี้เป็นการปะทะด้วยอาวุธระหว่างตำรวจกับชาวบ้านมลายูมุสลิม จำนวนประมาณ 2,000 คน ที่หมู่บ้านดุซงญอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยฝ่ายตำรวจยิงปืนไปยังชาวบ้านที่กำลังมีงานบุญกันอยู่ จากนั้นเจ้าหน้าที่กลัวชาวบ้านจะตอบโต้จึงถอยกำลังกลับไปยังตันหยงมัส แต่รายงานไปยังหน่วยเหนือว่ามีกองโจรชาวมลายูจำนวน 1,000 คนกำลังเตรียมก่อการกบฏ จึงมีการเสริมกำลังตำรวจ 60 คน ที่ตันหยงมัส ขณะที่ชาวบ้านดุซงญอเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับตำรวจ มาร่วมชุมนุมกันที่สุเหร่าและที่บ้านของโต๊ะเปรัก ซึ่งเป็นปอเนาะอยู่ในหมู่บ้าน มีการประกอบพิธีกรรมสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับการต่อสู้ ชาวบ้านใช้อาวุธเท่าที่มี ทั้งปืน มีด ดาบ ขณะที่ฝ่ายทางการมีการส่งกำลังอาวุธ ทั้งเครื่องบินรบ เรือรบกลางทะเลบางนราที่เทียบท่าเรือ พร้อมส่งทหารมาสมทบกับกำลังตำรวจ และเกิดการปะทะกันในวันที่ 28 เมษายน 2491 การต่อสู้เริ่มจากฝ่ายตำรวจสยามเข้าบุกโจมตีชาวมลายู การต่อสู้ครั้งนี้ดำเนินไป 36 ชั่วโมง ชาวบ้านก็ยอมแพ้ ผลการต่อสู้ทำให้ชาวมลายู ทั้งที่เป็นสตรี ผู้ชรา และทารก เสียชีวิตเกือบ 400 คน ส่วนตำรวจสยามเสียชีวิตประมาณ 30 คน (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ 2547)
        และตามมาด้วยการที่ชาวมุสลิมหลายพันคนอพยพเข้าไปอยู่ในมาเลเซีย ก่อตัวขึ้นเป็นสมาคมชาวมลายูแห่งมหาปัตตานี หรือ GAMPAR เพื่อช่วยเหลือคนไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องอิสระในการปกครองตัวเอง เหตุการณ์นองเลือดที่ดุซงญอนี้ถูกเรียกว่า เป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐบาลที่สำคัญที่สุดสำหรับประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของชาวมาเลย์มุสลิมทางภาคใต้ของไทย (สุรินทร์ พิศสุวรรณ 2525: 18) ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของชาวมลายูในการเรียกร้องความยุติธรรมและความอิสรภาพ (อิบรอฮีม ชุกรี 2541: 54 อ้างใน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ 2547) ภายหลังมีการสร้างอนุสาวรีย์เป็นรูปกระสุนปืน ตั้งอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอ.เมือง จ.นราธิวาส ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นตัวแทน สะท้อนความจริงของความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อฝ่ายชาวบ้านมลายูมุสลิม และในความเป็นไปได้ที่จะใช้ความรุนแรงในพื้นที่นี้เหมือนไม่มีวันสิ้นสุด (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ 2547)
        หลังเหตุการณ์ที่ดุซงญอ รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงครามได้ออกนโยบายด้านต่าง ๆ สำหรับชาวมลายูมุสลิม ได้แก่ การให้หยุดราชการในวันศุกร์ สนับสนุนการศึกษา ใช้หลักสูตรพิเศษสอนภาษามลายูและศาสนาในโรงเรียนชั้นประถม ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความตึงเครียดของสถานการณ์ขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้น้อยลงแต่อย่างใด ยังคงมีการสังหารชาวมุสลิมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร นำไปสู่การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในช่วงพ.ศ. 2518-2519 และยังคงการจับกุมดำเนินคดีด้วยข้อหาบ่อนทำลายชาติ แบ่งแยกดินแดนอยู่เสมอมา เช่น การจับกุมหะยีอามีน โต๊ะมีนา ลูกชายคนที่ 2 ของหะยีสุหลงในปี 2504 จับกุมครูเปาะสู วาแมดิซากับพวกอีก 28 คนในข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดนในปี 2518 เป็นต้น
        นอกจากปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมในการปฏิบัติและการกดขี่ข่มเหง ซึ่งแสดงออกผ่านสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมต่าง ๆ แล้ว ภายใต้แนวคิดเรื่องชาติ ที่หมายถึงชุมชนทางวัฒนธรรม จังหวัดชายแดนภาคใต้มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมย่อยของตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ ความรู้สึกผูกพันในแง่ของการใช้วัฒนธรรมชาติไทยร่วมกันของชาวมลายูมุสลิมก็ยิ่งน้อยลง เพราะใกล้ชิดและเป็นชุมชนทางวัฒนธรรมเดียวกันกับชาวมุสลิมในมาเลเซียและประเทศมุสลิมอื่น ๆ มากกว่า เหล่านี้จึงเป็นที่มาของความรู้สึกแปลกแยก ต้องการเป็นอิสระจากการครอบนำทางวัฒนธรรมชาติของไทย และนำมาซึ่งข้อเรียกร้องขอเป็นอิสระปกครองตัวเองของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และก่อตัวเป็นกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดนหลากหลายกลุ่มในที่สุด
        รัฐบาลในยุคต่อมาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ที่แม้จะกำหนดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นด้านหลัก แต่ก็ยังคงดำเนินนโยบายผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมต่อชนกลุ่มน้อย ผ่านโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาการศึกษา ออกกฎหมายให้ปอเนาะลดบทบาทเป็นเพียงโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม กำหนดหลักสูตรเป็นแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศ ยกเลิกการเรียนภาษามลายู เปลี่ยนโครงสร้างประชากรด้วยการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นโครงการนำพลเมืองจากภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะอิสานเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ทั้งที่ชาวมุสลิมในพื้นที่ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินแต่อย่างใด และลักษณะใช้ความรุนแรงในลักษณะตาต่อตา-ฟันต่อฟัน ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ มิเคยหยุดสืบเนื่องมาจนปัจจุบันนับตั้งแต่ที่รัฐสยามพยายามกลืนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพวกเขาให้กลายเป็นไทย เพียงเพราะอยู่ในผืนดินที่ขีดแบ่งความเป็นประเทศให้กับผู้คน ซึ่งไม่สามารถใช้แบ่งแยกอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์-วัฒนธรรมได้
        ความพยายามทำให้เป็นหนึ่งเดียวกันดังกล่าว ดูเหมือนจะยิ่งแยกชาวมลายูมุสลิมให้ห่างไปมากยิ่งกว่า และยิ่งกลายเป็นการก่อการที่รุนแรงมากขึ้น เช่น ในสมัยของรัฐบาลคึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดกรณีนาวิกโยธินที่ตั้งด่านหน้าวัดเชิงเขา อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ฆ่าชาวบ้านมุสลิม 5 คน ทิ้งลงแม่น้ำสายบุรี ศพมาติดที่สะพานกอตอข้ามแม่น้ำสายบุรี จ.ปัตตานีปลายปี 2518 ก่อให้เกิดความแค้นในหมู่ประชาชน มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์ประชาชน เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล นำไปสู่การชุมนุมของชาวมุสลิมนับแสนเรียกร้องให้จับคนร้ายมาลงโทษ และให้ถอนทหารออกไปจาก 3 จังหวัดภาคใต้
        ในระหว่างนี้ กลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนและแนวร่วมต่าง ๆ ก็ยังคงปฏิบัติการอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวางระเบิดตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สถานีตำรวจ โรงเรียน เส้นทางรถไฟ จนถึงสมัยของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็ได้กำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาขบวนการแบ่งแยกดินแดนและขบวนการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)10 เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่โดยคำนึงถึงความยุติธรรมมากขึ้น เช่น สะสางปัญหาการอุ้มฆ่า เป็นเวทีการแสดงข้อคับข้องใจของชาวมุสลิม ปรับทัศนคติและขจัดปัญหาคอรัปชั่นทุกรูปแบบในวงราชการ และจัดตั้งกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 (พตท.43) มีอำนาจหน้าที่ในการปราบปรามการก่อการร้ายทุกรูปแบบ รวมทั้งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ที่มีแนวคิดยอมรับการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย ลดเงื่อนไขที่สร้างความอยุติธรรมต่าง ๆ ในสังคมเพื่อไม่ให้พลังการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ขยายวงกว้างออกไป และยอมรับอดีตศัตรูให้เป็นผู้หลงผิดเท่านั้น เป็นการปฏิบัติต่อศัตรูในฐานะมิตร
        แนวทางปฏิบัติงานด้านการเมืองควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานด้านการทหาร และการผนึกกำลังระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหารนี้ทำให้เหตุการณ์ลดความรุนแรงลงมาก แม้จะมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นบ้างเป็นระยะ ๆ ก็ตาม เช่น การเดินขบวนประท้วงเรื่องมัสยิดกรือเซะ (2534) การเผาโรงเรียนถึง 34 แห่งในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส11 การดักยิงรถไฟสายสุไหงโกลก-กรุงเทพฯ (2536) การลอบวางระเบิดรถไฟที่อ.จะนะ (2535) เรือตำรวจน้ำ สะพานเดชานุชิตที่ปัตตานี (2536) ร้านหนังสือที่อ.หาดใหญ่ และรถไฟที่สงขลา (2537) วางเพลิงรถไฟขบวนสุไหงโก-ลก-สุราษฎร์ธานี ที่นราธิวาส (2539) เป็นต้น

4. ความรุนแรงและความตายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในสถานการณ์ปัจจุบัน (พ.ศ. 2540-2549)

        • ความรุนแรงในช่วงพ.ศ. 2540-2545
หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ยังคงมีการลอบยิง ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินทางราชการและเอกชนต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น จากที่เกิดเหตุการณ์รุนแรง 42 ครั้งในปี 2539 เป็น 83 ครั้งในปี 2540 และ 139 ครั้งในปี 2541 ในช่วงปี 2540-2545 นี้การก่อการมีลักษณะเป็นการวางเพลิง ทำลายรถสิบล้อ รถแบ็คโฮ รถเกรด รถบดถนน เพื่อไม่ให้มีการสร้างงาน สร้างเส้นทางคมนาคม สาธารณูปโภคต่างๆ ในพื้นที่ นอกจากนี้ก็มีการก่อกวนประชาชนด้วยการทำลายทรัพย์สิน เรียกค่าคุ้มครอง แจกใบปลิวต่อต้านรัฐบาลและข้าราชการ เหตุการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็น 107 ครั้งในปี 2542 ปี 2543 เกิดความรุนแรงนับได้ 32 ครั้ง และ 114 ครั้งในปี 2544 ตลอดช่วง 3 ปีนี้ สมาชิกผู้เคยก่อความไม่สงบทั้งกลุ่มพูโลใหม่ และกลุ่มบีอาร์เอ็นต่างเข้ามอบตัวและร่วมเป็นสมาชิกโครงการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
        ขณะที่เหตุการณ์รุนแรงในภาคใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น รัฐบาลกลับประกาศยุติการทำงานของ ศอ.บต. และ พตท.43 ลงตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2545 ทั้งที่เป็นสองหน่วยงานรัฐบาลไม่ติดอาวุธที่อยู่ใกล้ชิดชาวมุสลิมภาคใต้มากที่สุด ทั้งยังเข้าใจว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นฝีมือของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เคลื่อนไหวเพียง 60-70 คน และประกาศว่าจะทำลายล้างโจรที่เหลือภายในระยะเวลา 3 เดือน แนวคิดและการตัดสินใจของรัฐบาลเช่นนี้สวนทางกับประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่อย่างมาก สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อจังหวัดยะลาได้จัดงานครบรอบ 212 ปี เมืองยะลาในเดือนกันยายน 2545 ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยในการอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของปัญญาชนมุสลิม กลุ่ม “นักต่อสู้แห่งแผ่นดิน” ได้แจกใบปลิวให้กับชาวจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส ห้ามเข้าร่วมงานทั้งกลางวันและกลางคืน โดยไม่รับรองความปลอดภัย เพราะถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือรัฐมลายูปัตตานีที่ต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตย และมีการทำลายธงชาติไทยเกือบร้อยผืนที่ปักไว้ริมถนนสายปัตตานี–ยะลา ในปี 2545 เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น 82 ครั้ง และ 84 ครั้งในปี 2546 ก่อนจะเลวร้ายมากขึ้นในปีต่อมา

        • ความไม่สงบที่รุนแรงทวีคูณในช่วงพ.ศ. 2546-2549
ทันทีที่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรประกาศยุบ ศอ.บต. และ พตท.43 ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นกลไกที่สร้างความสมดุลให้กับการบริหารราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อให้เกิดเสียงคัดค้านการยุบหน่วยงานดังกล่าวจากประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากเกิดความไม่มั่นใจที่จะให้ตำรวจซึ่งไม่เป็นมิตรกับประชาชนมากนัก ดูแลความสงบในพื้นที่เพียงหน่วยงานเดียว การถอนกำลังทหารกลับที่ตั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ก่อการกลับมาเคลื่อนไหวในพื้นที่ และทางราชการไม่มีข่าวกรองเนื่องจากถูกตัดขาดจากชาวบ้าน ภายหลังจากการยุบหน่วยงานทั้งสอง สถานการณ์ความไม่สงบได้ทวีความรุนแรงขึ้น สวนทางกับคำประกาศของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่ระบุว่า “ไม่มีโจรก่อการร้ายแล้ว พวกที่เหลือเป็นแค่โจรกระจอก” นำไปสู่การตั้งคำถามกับนโยบายของภาครัฐต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมา ทั้งการใช้นโยบายการทหารนำการเมือง การถอนทหารออกให้ตำรวจดูแลความสงบเรียบร้อยเพียงหน่วยเดียว การประกาศกฎอัยการศึก พฤติกรรมและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่รังแกประชาชน การละเมิดสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงนโยบายภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี และการบริหารจัดการแบบซีอีโอ
        เมื่อไม่มี ศอ.บต. คอยให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน ความรุนแรงจึงปรากฏขึ้นรายวัน โดยเฉพาะข่าวการอุ้มฆ่าชาวบ้านประมาณ 100 คนในปี 2545-2546 ระหว่างการสืบหาผู้ต้องหาคดีวางระเบิดสถานีรถไฟหาดใหญ่ รวมทั้งการประกาศใช้กฎอัยการศึกตั้งแต่ 5 มกราคม และพ.ร.ก.ต่อต้านการก่อการร้ายตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2546 ยิ่งทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดผวาและระแวงเจ้าหน้าที่อย่างหนัก จนเกิดข่าวลือเรื่องโจรนินจา12 ซึ่งไปตกผลึกด้วยการรุมกระทืบตำรวจนอกเครื่องแบบนายหนึ่งที่ไปด้อม ๆ มอง ๆ ตามหมู่บ้านจนเสียชีวิต เมื่อชาวบ้านไม่ไว้วางใจทางราชการจึงหันไปเป็นแนวร่วมกับโจรก่อการร้าย เปิดยุทธการใบไม้ร่วง ดักยิงตำรวจ วางระเบิดป้อมและจุดตรวจเพื่อล้างแค้น ขณะเดียวกันก็มีการจับกุมนพ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะและพวก 4 คนในคดีเจไอ ซึ่งมีทนายสมชาย นีละไพจิตรรับว่าความให้ ก่อนจะหายตัวไปในไม่กี่เดือนต่อมา
        หมอกควันแห่งความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2546 แต่มาเขม็งเกลียวชัดเจนมากในช่วงต้นปี 2547 และนำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นอย่างยิ่งตลอดปี 2547-2548 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยที่ฝ่ายรัฐไม่สามารถระงับได้ ดังนี้
        (1) สถานการณ์ความรุนแรงในระหว่างปี 2547
กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 สรุปสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดปี 2547 ว่า มีเหตุร้ายเกิดขึ้น 952 ครั้ง เป็นเหตุเกี่ยวข้องกับความไม่สงบ 503 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 52 ของเหตุร้ายที่เกิดขึ้น สำหรับพื้นที่เกิดเหตุมากที่สุดคือที่จังหวัดนราธิวาส 455 ครั้ง รองลงมาคือปัตตานี 276 ครั้ง ยะลา 188 ครั้ง สงขลา 33 ครั้ง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ชี้ว่าเฉพาะปี 2547 เพียงปีเดียวเกิดเหตุการณ์รุนแรงบ่อยครั้งกว่าที่เคยเกิดขึ้นใน 10 ปีก่อนหน้านั้นรวมกันถึง 1.7 เท่าตัว (ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี 2548ก)
        โดยเริ่มจากเหตุการณ์ปล้นปืนกว่า 400 กระบอก จากกองพันทหารพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ในวันที่ 4 มกราคม ทำให้ทหารเสียชีวิต 4 ศพ มีการลอบเผาโรงเรียนเกือบ 20 แห่งพร้อมกันใน 11 อำเภอของจ.นราธิวาส แม่ทัพภาคที่ 4 จึงประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ ท่ามกลางกระแสความไม่เห็นด้วยของประชาชน
        หลังเหตุการณ์ปล้นปืน รัฐบาลทักษิณใช้วิธีแข็งกร้าวในการจับกุมผู้ก่อการและค้นหาปืน ทั้งการจับคน อุ้มคนมาสอบปากคำในทางลับ ใช้กำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้นสถานที่ต่าง ๆ และบ้านผู้ต้องสงสัย ตั้งข้อหาก่อความไม่สงบ รวมทั้งการใช้วิธีการรุนแรงให้รับสารภาพ ทั้งทางกายภาพและทางศาสนา ซึ่งเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคนจำนวนมาก ยิ่งทำให้ชาวมุสลิมรู้สึกถึงความอยุติธรรมและการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม และยิ่งทวีความรู้สึกคับแค้นที่สะสมอยู่
        แม้รัฐบาลทักษิณจะหาทางแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยนโยบายใช้เศรษฐกิจนำความมั่นคง โดยการประกาศว่า "จะใช้เวลาประมาณ 3 ปีต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นจังหวัดที่จะมีการท่องเที่ยว มีการลงทุน มีศักยภาพ มีงานทำ มีระบบที่คนจะมีการศึกษาดีขึ้นกว่านี้" (มติชนสุดสัปดาห์ 20-26 กุมภาพันธ์ 2547) พร้อมกับอนุมัติงบกลางปี 2547 จากเงินสำรองจ่ายเพิ่มกรณีฉุกเฉินประมาณ 700 ล้านบาท ดำเนินโครงการ 75 โครงการ แต่การก่อการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลอบวางเพลิง การลอบยิงทำร้าย การวางระเบิด โดยมีผู้เสียชีวิตทั้งชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้นำศาสนา ท่ามกลางความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ของรัฐบาลด้วยการดำเนินนโยบายตอบโต้ความรุนแรง เช่น ประกาศกฎอัยการศึก ทุ่มกำลังปราบปราม โดยเฉพาะการบุกค้นโรงเรียนปอเนาะด้วยการอ้างความชอบธรรมเรื่องการจัดระเบียบโรงเรียนปอเนาะ กลายเป็นอีกหนึ่งชนวนของความขัดแย้ง เป็นเหตุให้ศูนย์อิสลามประจำ 3 จังหวัดภาคใต้ออกแถลงการณ์เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2547 ประกาศยุติบทบาทในการให้ความร่วมมือกับทางราชการในการแก้ปัญหาภาคใต้ (มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 กุมภาพันธ์ 2547)
        เหตุการณ์หนึ่งที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของชาวมุสลิมอย่างยิ่งก็คือ กรณีการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของทนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ผู้รับทำคดีเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายคดี ตั้งแต่คืนวันที่ 11 มีนาคม 2547 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นวิธีการจัดการปัญหาของตำรวจเอง
        ในช่วงเวลานี้นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ทำหน้าที่รับฟังปัญหาจากชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้รูปแบบของประชาคม 3 จังหวัดได้ผลเป็น “แผนใต้สันติสุข” เสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี 7 ประการ13 เมื่อต้นเดือนเมษายน 2547 พร้อมทั้งย้ำว่า "เจ้าหน้าที่รัฐต้องยกเลิกการใช้ความรุนแรงในพื้นที่อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการอุ้มของตำรวจที่สร้างความไม่พอใจให้ประชาชนในพื้นที่มาก" แต่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจสั่งเลื่อนการพิจารณาแผนดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด (มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 เมษายน 2547)
        เหตุการณ์ที่กลายเป็นตัวเร่งอุณหภูมิในพื้นที่ภาคใต้เกิดขึ้นเมื่อ 28 เมษายน 2547 มีการบุกโจมตีเจ้าหน้าที่ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน 11 จุด มีผู้เสียชีวิตถึง 108 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพียง 1 คน เหตุการณ์รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่มัสยิดกรือเซะ เมื่อฝ่ายตำรวจได้ใช้ปืนและอาวุธหนักยิงตอบโต้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งเข้าไปหลบซ่อนตัวในมัสยิดกรือเซะ จนมีผู้เสียชีวิตเฉพาะในมัสยิดถึง 32 คน ความรุนแรงและความตายที่กรือเซะถูกตั้งคำถามต่อนโยบายเชิงปฏิบัติที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ และถูกตั้งคำถามจากนานาประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มโลกมุสลิม ทำให้รัฐบาลต้องแต่งตั้ง "คณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ" เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 ได้ข้อสรุปว่า การตัดสินใจใช้กำลังและความรุนแรงเข้ายุติสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการใช้ระเบิดสังหารขว้างเข้าไปภายในมัสยิดถึง 8 ลูก ถือว่าเกินกว่าเหตุ (คณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ 2547)

        • การชุมนุมที่ตากใบกับปริศนาความตาย 85 ศพ
เพียง 6 เดือนหลังจากเหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดอีกครั้งเมื่อ 25 ตุลาคม 2547 ชาวบ้านนับพันมาชุมนุมกันที่หน้าสถานีตำรวจภูธร อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เรียกร้องให้ปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ถูกจับกุมจำนวน 6 คน เหตุการณ์ชุมนุมบานปลายและนำไปสู่การยิงปืนและแก๊สน้ำตาสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 6 คน ถูกจับอีก 300 คน แต่การแถลงข้อเท็จจริงในวันถัดมากลับปรากฏว่ามียอดผู้เสียชีวิตรวมถึง 85 คน และถูกจับกุมมากถึง 1,300 คน จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นมาอีก 79 คนนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงถึงขีดสุด เนื่องจากเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายจากสภ.อ ตากใบไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี
        ปริศนาแห่งความตายที่ตากใบจึงสะท้อนวิกฤตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอีกครั้ง มีการเรียกร้องให้สอบสวนด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงกรณีเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบที่ อ. ตากใบ จ. นราธิวาส ได้ข้อสรุปว่า มีความบกพร่องในการขนย้ายผู้ถูกจับจนเกิดการเสียชีวิตคารถบรรทุกเพราะขาดอากาศหายใจ ซึ่งนำไปสู่การสอบสวนทางวินัยนายทหาร 3 นายในเวลาต่อมา โดยมีคำสั่งให้ย้ายเข้ามาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
        เหตุการณ์ตากใบส่งผลให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลายและแตกต่างกันอย่างสุดขั้วจนน่าวิตก นักวิชาการจากทั่วประเทศจำนวน 144 คนลงชื่อถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ทบทวนนโยบายและให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม นำไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ในเดือนมีนาคม 2548 มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นรองประธาน มีกรรมการที่มาจากทุกภาคส่วนของสังคมรวม 50 คน

        (2) สถานการณ์ไฟใต้ปีพ.ศ. 2548-2549 บนแนวทางสมานฉันท์และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
        ตลอดปี 2548 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2549 สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ คือปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางพื้นที่ในจังหวัดสงขลา ยังคงรุนแรงและคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แม้รัฐบาลจะประกาศปรับแผนรับมือกับสถานการณ์ไฟใต้เป็นระยะๆ ดูเหมือนว่าความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้หยั่งรากลึกจนน่าหวั่นวิตก ปี 2548 รัฐบาลเลือกเดินสองแนวทางในการแก้ปัญหานี้ คือการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ และการประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน และทั้งสองแนวทางยังไม่อาจหยุดยั้งเปลวไฟที่ยังคงลุกโชนในภาคใต้ได้
        นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงกำหนดนโยบายแก้ปัญหาด้วยการใช้อนุมัติเงินงบประมาณจำนวนมากให้กับพื้นที่ ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่าหากเศรษฐกิจดีการก่อการก็จะน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการจัดสรรงบประมาณตามพื้นที่หมู่บ้าน 3 สี คือ แดง เหลือง เขียว14 เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2548 การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ในวงเงิน 30 ล้านบาท หรือการตั้ง "กองพลทหารราบที่ 15" ประจำการถาวรใน 3 จังหวัดภาคใต้แบบเต็มอัตราศึก โดยทุ่มงบประมาณจำนวนสูงถึง 16,770 ล้านบาท ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการใช้มาตรการเด็ดขาดแบบ "รัฐทหาร" นี้เป็นแนวคิดของรัฐบาลอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาการเรียกร้องแยกดินแดนหรือความไม่สงบ เช่น เม็กซิโก สเปน ไอวอรี่โคสต์ และฟิลิปปินส์ และได้พัฒนาไปสู่การต่อสู้ที่รุนแรงยิ่งขึ้นโดยไม่มีทีท่าจะจบลงอย่างสงบสันติได้ (มารค ตามไท 2546)
        ปฏิกริยาต่อนโยบายดังกล่าวคือ เสียงระเบิดที่ดังขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันรวม 3 จุดในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา คือสนามบิน โรงแรม และห้างสรรพสินค้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 73 คน เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2548 ยังไม่ทันที่ กอส.จะเริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลจึงได้สั่งปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ให้กระชับและฉับไวมากยิ่งขึ้น โดยให้ พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ แม่ทัพภาคที่ 4 ควบเก้าอี้ผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.สสส.จชต.) ไปพร้อมกัน
        ระหว่างที่ กอส.ลงพื้นที่ พบปะร่วมรับฟังปัญหาและความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้านมุสลิม ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในเหตุการณ์ก่อการร้าย และเรียกร้องให้เปิดเผยผลสอบเหตุการณ์ทั้งที่กรือเซะและตากใบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้พี่น้องชาวมุสลิมมิให้เกิดความหวาดระแวงและหวาดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐต้องยอมรับและแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ภายใต้แนวคิดที่เรียกร้องคนในชาติให้ยอมรับความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม สวนทางกับการจัดการเชิงนโยบายของรัฐบาลที่ตัดสินใจออกพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน15
        เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2548 หลังเกิดเหตุการณ์โจมตีและก่อวินาศกรรมทั่วเทศบาลเมืองยะลาพร้อมกัน 23 จุด ทั้งการวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงทำให้ไฟฟ้าดับทั่วเมือง โจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายจุด รวมทั้งวางระเบิดย่านการค้า ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 17 คน การออกพ.ร.ก.ฉบับนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาในเชิง “คัดค้าน” อย่างกว้างขวาง ในที่สุดก็มีการยื่นข้อเสนอ 14 ข้อของ กอส. ต่อรัฐบาลเพื่อให้นำไปใช้ควบคู่กับการมี พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว (กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 กรกฎาคม 2548) ซึ่งต่อมาในรายงานฉบับสมบูรณ์ของ กอส. ได้ปรับปรุงเป็นข้อเสนอการแก้ไขปัญหาความรุนแรงด้วยความสมานฉันท์สำหรับสังคมไทย เน้นการแก้ไขใน 4 ระดับ คือระดับบุคคล โครงสร้าง วัฒนธรรม และกระบวนการยุติธรรม (คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ 2549: 59-94)
        เหตุการณ์ที่สะท้อนผลของนโยบายจัดการด้วยความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของรัฐก็คือ เหตุการณ์ที่กลายเป็น “ฝันร้าย” แห่งปี 2548 ของคนไทยทั้งประเทศ เกิดขึ้นในคืนวันที่ 20 กันยายน 2548 เมื่อคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มร้านน้ำชากลางหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อ ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส มีชาวบ้านเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 4 คน เป็นที่มาของการจับนาวิกโยธินจากค่ายจุฬาภรณ์ 2 นายคือ เรือโทวินัย นาคบุตร และพันจ่าเอกคำธร ทองเอียด ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของคนในหมู่บ้านเป็นตัวประกัน ด้วยความเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และถูกรุมทำร้ายจนเสียชีวิตในวันต่อมา
        ตามมาด้วยเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางดึกของวันที่ 16 ตุลาคม 2548 ที่วัดพรหมประสิทธิ์ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เมื่อคนร้ายบุกเข้าไปฆ่าพระภิกษุและลูกศิษย์วัดรวม 3 ศพ พร้อมกับวางเพลิงเผาโบสถ์และกุฏิเสียหายหนึ่งหลัง ความเหี้ยมโหดที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งการรุมประณามจากหลายฝ่าย ทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการ นักการเมือง กอส. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และ กอ.สสส.จชต. สถานการณ์กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างต่างศาสนา รัฐบาลทักษิณจึงต่ออายุการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ออกไปถึงวันที่ 19 มกราคม 2549 ด้วยเหตุผลว่าฝ่ายก่อความไม่สงบพยายามสร้างความเสียหายให้เจ้าหน้าที่ ทำลายความน่าเชื่อถือของภาครัฐในการคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์ ต่อมาในเดือนมกราคม 2549 กฎหมายฉบับนี้ก็ได้รับการต่ออายุอีกสามเดือน หลังจากใช้บังคับแล้วหกเดือน ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุนเฉิน ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ลดน้อยลงแต่อย่างใด
        นอกจากนี้ ความรุนแรงของสถานการณ์ยังส่งผลให้ครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขอย้ายออกนอกพื้นที่ราว 2,700 คน กระทรวงศึกษาธิการจึงต้องผลิตเสื้อเกราะแจกจ่าย ส่วนพระสงฆ์ก็ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยขณะออกบิณฑบาต และปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางศาสนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น เวียนเทียนในเวลากลางวัน ท่ามกลางใบปลิวข่มขู่สร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนในพื้นที่จนต้องหยุดงานและปิดร้านในวันศุกร์ตามที่ระบุไว้ในใบปลิว และเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบและเกือบบานปลายเป็นข้อขัดแย้งระหว่างประเทศก็คือ การเดินทางข้ามแดนไปยังรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เพื่อขอลี้ภัยของคนไทย 131 คนจาก จ.นราธิวาส ระหว่างปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน โดยความกลัวจะถูกเจ้าหน้าที่ไทยทำร้าย ขณะที่รัฐบาลไทยระบุว่ามีคนไทยบางคนในกลุ่มดังกล่าวถูกศาลจังหวัดนราธิวาสออกหมายจับในฐานะผู้ต้องหาก่อความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน (มิถุนายน 2549) ก็ยังไม่ความชัดเจนในกรณีนี้ แม้จะมีข่าวหลายครั้งว่าคนไทยกลุ่มนี้จะเดินทางกลับประเทศไทย

5. มองความรุนแรงและความตายของคนไทยจากสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
        จากสถานการณ์ก่อการร้ายที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) เปิดเผยสถิติความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 2 ปีเต็ม (2547-2548) พบว่า ปี 2548 มีความรุนแรงเกิดขึ้นมากกว่าปี 2547 จำนวน 480 ครั้ง กล่าวคือ ปี 2547 มีคดีความมั่นคงเกิดขึ้น 975 ครั้ง ปี 2548 เกิดขึ้น 1,455 ครั้ง (ผู้จัดการรายวัน 5 มกราคม 2549) ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของปี 2548 สูงกว่าปี 2547 มาก คือจำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2547 มี 389 คน ปี 2548 เพิ่มเป็น 546 คน และผู้บาดเจ็บปี 2547 มี 564 คน และเพิ่มสูงถึง 1,103 คน ในปี 2548 น่าสังเกตว่า จำนวนสถานการณ์ความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วง พ.ศ. 2574-2548 (ดูรูป 1) แต่สถานการ์ใน 2 ปีนี้ จำนวนตำรวจบาดเจ็บ/ตายลดลง ขณะที่ทหารบาดเจ็บมากขึ้นตายลดลง แต่ประชาชนทั้งบาดเจ็บและตายเพิ่มขึ้นมาก (ดูรูป 2)

รูป 1 จำนวนสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ ปี พ.ศ. 2531-2548

ที่มา
1. ตัวเลขในปี 2531-2535 รวบรวมโดย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สรุปเหตุการณ์จาก “ฐานข้อมูลสถานการณ์ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้” <http://www.geocities.com/bluesing2001/situation.htm>
2. ตัวเลขในปี 2536-2546 จาก ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี 2548ข.
3. ตัวเลขปี 2547-2548 จาก กฤตยา อาชวนิจกุล, กุลภา วจนสาระ และหทัยรัตน์ เสียงดัง 2549. (คำนวณจากรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบของกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9).

รูป 2 เปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ ปี พ.ศ. 2547-2548

ที่มา: กฤตยา อาชวนิจกุล, กุลภา วจนสาระ และหทัยรัตน์ เสียงดัง 2549.
(คำนวณจากรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบของกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9).

ตาราง 1 สรุปเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรง
ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2547-2548

ลำดับ
เหตุการณ์
จำนวนครั้ง
2547
2548
1
ยิง
531
905
2
ทำร้าย
53
52
3
วางเพลิง
232
308
4
วางระเบิด
76
238
5
ปล้นอาวุธปืน
25
140
6
ชุมนุมประท้วง
2
-
7
ก่อกวนทำลายชาติ
33
422
8
ฆ่าตัดคอ
-
12
9
จับเป็นตัวประกัน
-
1
รวม
952
2078

ที่มา: กฤตยา อาชวนิจกุล, กุลภา วจนสาระ และหทัยรัตน์ เสียงดัง 2549.
(นับจัดกลุ่มจากรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบรายเดือนของกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9).

        จากภาพและรายละเอียดในตารางข้างต้น แสดงสัดส่วนของจำนวนเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวนับแต่ปี 2546 เป็นต้นมา สิ่งเหล่านี้เป็นเสียงที่สังคมไทยต้องตระหนักและตั้งคำถามต่อแนวทางการจัดการปัญหาของรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตัวเลขข้างต้นเป็นเสียงสะท้อนถึงความล้มเหลวของการดำเนินนโยบายของรัฐ ที่เกิดจากโลกทัศน์ที่คับแคบ ไม่อาจเข้าใจความแตกต่างทางวิถีชีวิตของผู้คนได้อย่างที่ควรจะเป็น รูปแบบของเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางเพลิงโรงเรียน ทำร้ายข้าราชการ ฯลฯ สะท้อนการตอบโต้ในเชิงสัญลักษณ์ต่อรัฐบาล ที่จัดการปัญหาความขัดแย้งด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่สร้างความรุนแรงและนำมาซึ่งความตายตลอดมา
้อเสนอจาก กอส.
        รายงานการดำเนินงานของกอส.ได้สรุปข้อเสนอต่อรัฐบาลและสาธารณะ แบ่งออกเป็น 7 หัวเรื่องด้วยกัน ที่สำคัญได้แก่ ข้อเสนอให้มีการตราพ.ร.บ.สันติสมานฉันท์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (พ.ร.บ.ดับไฟใต้) เพื่อตั้ง 3 องค์กรคือ ศูนย์อำนวยการยุทธศาสตร์สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกองทุนสนับสนุนการเยียวยาและสมานฉันท์ มีข้อเสนอในเรื่องความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและอำนวยความยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้16 เน้นให้มีภาคประชาสังคมเป็นองค์ประกอบ ซึ่งครม.เห็นชอบเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2549 มีนายอุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธาน และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม มีนายกระมล ทองธรรมชาติ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน องค์ประกอบของคณะกรรมการ 2 ชุดนี้มาจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ แตกต่างจากข้อเสนอของกอส.
        นอกจากนี้ กอส. ยังร่วมมือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาทนายความ ตั้งศูนย์นิติธรรมสมานฉันท์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ต่อมาศูนย์ฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม พิสูจน์และติดตามผู้สูญหายจากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีจำนวนมาก สร้างผลกระทบให้กับครอบครัวผู้สูญหายอย่างใหญ่หลวง นอกจากนี้ก็มีข้อเสนอและมาตรการลดความรุนแรงและการใช้สันติวิธี ด้วยการตั้งคณะกรรมการสันติสุขชุมชนเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างประชาชนและภาครัฐบาล ทั้งยังมีข้อเสนอในเรื่องของการสนับสนุนอิสลามศึกษาให้เท่าเทียมสายสามัญ สนับสนุนการใช้ภาษามลายู และการตั้งกองทุนสมานฉันท์แห่งชาติ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ เป็นต้น (คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ 2549)
สรุป
        หากไล่เรียงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างสัมพันธ์กับการก่อตัวเป็นรัฐชาติไทย ภาพที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังคือ การที่ผู้คนในพื้นที่เหล่านั้นมีชีวิตอยู่ร่วมกับความรุนแรงมานานหลายทศวรรษ สิ่งที่เจ็บปวดก็คือเป็นความรุนแรงที่มองไม่เห็น เนื่องจากดำรงอยู่อย่างชอบธรรมภายใต้แนวนโยบายเชิงปฏิบัติของรัฐ และไม่เคยถูกตั้งคำถามหรือตรวจสอบในมิติที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและความตายได้เลย
        สาเหตุที่มาของความรุนแรงมีรากเหง้ามาจากการถูกเลือกปฏิบัติ ถูกละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะทางศาสนา ไม่ได้รับความยุติธรรม เป็นพลเมืองชายขอบ ทั้งหมดนี้เพียงเพราะเป็นมลายูมุสลิม ที่ศูนย์กลางอำนาจรัฐไม่เคยไว้วางใจ และมองประชาชนในพื้นที่นี้อย่างคลางแคลงใจตลอดมา อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีกลุ่มคนในพื้นที่จำนวนหนึ่งที่ลุกขึ้นโต้ตอบต่อรัฐเป็นระยะๆ หลายครั้งหลายหนการลุกขึ้นโต้กลับนี้เป็นทั้งผลโดยตรงมาจากความรุนแรงและความขัดแย้งที่เกิดประจักษ์ต่อหน้าต่อตา และเป็นผลสะสมมาจากความรุนแรงเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นตลอดมาหลังการก่อตัวของรัฐชาติไทย สำหรับการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันเชื่อกันว่าเป็นการกระทำของหลายกลุ่มบุคคล ด้วยสาเหตุนานาประการประกอบกัน (ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี 2548)
        เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเสียงเรียกร้องให้สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจถึงเบื้องหลังของปรากฏการณ์ความรุนแรงที่นำมาซึ่งความตายให้มากขึ้น จำนวนตัวเลข ลักษณะของเหตุการณ์ อัตราการตาย ฯลฯ แสดงนัยในทางประชากรศาสตร์การเมือง ที่นักประชากรและสถาบันทางประชากรต่างๆ ควรอธิบายให้กับสังคมไทยได้ตระหนักถึงความรุนแรงและความตายที่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายรัฐ
        รัฐชาติไทยควรจะต้องยอมรับความจริงที่ว่า ไม่มีชาติใดที่มีความเป็นเนื้อเดียวกันของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม และในฐานะรัฐชาติที่มีบทบาทหน้าที่จัดการเรื่องราวสาธารณะของสังคม ไม่เพียงแต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า อัตลักษณ์เชิงซ้อนของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ และเคารพอัตลักษณ์ของผู้คนที่หลากหลาย แต่ยังจำเป็นต้องกระจายอำนาจการปกครอง รวมถึงการเปิดการพื้นที่ทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม (ซึ่งมากกว่าการไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง) อย่างเสมอภาคเท่าเทียมต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า แนวทางเหล่านี้นอกจากสร้างเสริมความชอบธรรมในการบริหารประเทศต่อรัฐแล้ว ยังเป็นพื้นฐานของการก่อให้เกิดความสมานฉันท์ที่เรากำลังเรียกร้องกันอยู่ในขณะนี้

เอกสารอ้างอิง

"ทัพเหยี่ยวตีปีก 'พิราบอ๋อย' จ๋อย 'แผนสันติใต้' ล่ม นิรโทษ - ถอน ตร.แท้ง’ “. มติชนสุดสัปดาห์ (16-22 เมษายน 2547)
“ 'แม้ว' ชูเศรษฐกิจดับไฟใต้ ก้าวย่างที่ต้องระวัง ห่วง 'ชูวัตถุเหนือจิตใจ' ไม่อาจดึงไทยมุสลิมยืนเคียงข้างรัฐ“. มติชนสุดสัปดาห์
  (20-26 กุมภาพันธ์ 2547)
“1 ปีภาคใต้เกิดเหตุร้าย 919 ครั้ง“. ผู้จัดการรายวัน (7 มกราคม 2548).
  <http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID= 9480000002838&Keyword= 919>.
“แผนดับไฟใต้ - ไฟยิ่งโชน 'ผู้นำอิสลาม' บอยคอต จับตา 'จิ๋ว - ธรรมรักษ์' ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด“. มติชนสุดสัปดาห์ (13-19 กุมภาพันธ์
  2547) กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 18 กรกฎาคม 2548
คณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ. 2547. รายงาน
  คณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ ภาคแรก. กรุงเทพฯ: เอกสารอัดสำเนา.
คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ. 2549. เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์. กรุงเทพฯ:
  สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี.
คณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส. 2547. รายงาน
  คณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส. กรุงเทพฯ: เอกสารอัดสำเนา.
เฉลิมเกียรติ ขุนทองเพชร. 2548. หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ กบฏ...หรือวีรบุรุษแห่งสี่จังหวัดภาคใต้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. 2547. ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง”: ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ. รายงานการวิจัย
  โครงการการจัดการความจริงในสังคมไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. เอกสารอัดสำเนา.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2548. ประวัติศาสตร์ชาติ ปัญญาชน. กรุงเทพฯ: มติชน.
ใบปลิวเกลื่อนโจมตี “212ปี” เบือนอดีตยะลา. นสพ.โฟกัสสงขลา. 16-22 กันยายน 2545.
  <http://www.pattanitoday.com/htm/ modules.php?name=News&file=article&sid=70>
ผู้จัดการรายวัน วันที่ 5 มกราคม 2549
มารค ตามไท. 2546. จังหวัดชายแดนภาคใต้ : บททดสอบปัญญาทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย.
  (บทความเขียนให้ราชบัณฑิตยสถาน เพื่อตีพิมพ์ในหนังสือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่มีพระชนมายุ 75 พรรษา).
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี 2548ก. “หนึ่งปีหนึ่งทศวรรษความรุนแรงชายแดนภาคใต้: ปริศนาของปัญหาและทางออก” รัฐศาสตร์สาร.
  ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 หน้า 79-90.
สุรินทร์ พิศสุวรรณ. 2525. นโยบายประสมประสานชาวมาเลย์มุสลิมในประเทศไทยสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ:
  สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (เอกสารประกอบการสัมมนา สองทศวรรษรัตนโกสินทร์: ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย)
อิบรอฮีม ชุกรี. 2541. ประวัติราชอาณาจักรมลายูปะตานี. หะสัน หมัดหมาน, มะหามะซากี เจ๊ะหะ และ ดลมนรรจน์ บากา
  (แปลและเรียบเรียง). ปัตตานี: โครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.
อิมรอน มะลูลีม. 2538. วิเคราะห์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับมุสลิมในประเทศไทย:
  กรณีศึกษากลุ่มมุสลิมในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้. กรุงเทพฯ: อิสลามิคอะเคเดมี.

1 รองศาสตราจารย์ ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
2 นักวิจัยอิสระ
3 เจ้าหน้าที่วิชาการ ประจำโครงการสุขภาพคนไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
4 http://www.pattanitoday.com/htm/modules.php?name= Content&pa=showpage&pid=6
5 http://www.pattanitoday.com/htm/modules.php?name=Content&pa=show page&pid=7
6 ส่งให้ทุก 3 ปี ดอกไม้ทองที่ว่านี้มีขนาดลำต้นสูง 2 ศอก 4 นิ้ว มีกิ่ง 4 ชั้น รวม 5 ชั้นทั้งยอด มีใบ 270 ใบ ดอกไม้เป็นทอง 17 ดอก ดอกไม้เงินมีใบ 258 ใบ มีดอกไม้เงิน 17 ดอก (http://www.pattanitoday.com/htm/modules.php?name=Content&pa=showpage &pid=6)
7 นิธิ เอียวศรีวงศ์เรียกว่าระบบราชาธิราช หมายถึงระบอบที่มีราชาธิราชเป็นใหญ่เหนือแว่นแคว้นจำนวนมาก ซึ่งมีพระราชาของตัวเอง ประชาชนไม่ใข่ข้าราษฎรโดยตรงของราชาธิราช แต่หากเป็นข้าของราชาในแว่นแคว้นต่าง ๆ ซึ่งสวามิภักดิ์ต่อราชาธิราชอีกทีหนึ่ง (นิธิ เอียวศรีวงศ์ 2548:12)
8 รัฐนิยม 12 ฉบับที่ประกาศใช้สมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม ได้แก่ 1. เรื่องการใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ (24 มิ.ย. 2482) 2. เรื่องการป้องกันภัยที่จะบังเกิดแก่ชาติ (3 ก.ค. 2482) 3. เรื่องการเรียกชื่อชาวไทย (2 ส.ค. 2482) 4. เรื่องการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี (8 ก.ย. 2482) 5. เรื่องให้ชาวไทยพยายามใช้เครื่องอุปโภคบริโภคที่มีกำเนิดหรือทำขึ้นในประเทศไทย (1 พ.ย. 2482) 6. เรื่องทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติ (10 ธ.ค. 2482) 7. เรื่องชักชวนให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ (21 มี.ค. 2483) 8. เรื่องเพลงสรรเสริญพระบารมี (26 เม.ย. 2483) 9. เรื่องภาษาและหนังสือไทยกับหน้าที่พลเมืองดี (24 มิ.ย. 2483) 10. เรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทย (15 ม.ค. 2484) 11. เรื่องกิจประจำวันของคนไทย (8 ก.ย. 2484) 12. เรื่องการช่วยเหลือคุ้มครองเด็ก คนชรา หรือคนทุพพลภาพ (28 ม.ค. 2485)
9 ได้แก่ (1) ขอให้ปกครอง 4 จังหวัดนี้เป็นแคว้นหนึ่ง โดยมีผู้ดำรงตำแหน่งอย่างสูงให้มีอำนาจในการศาสนาอิสลาม มีอำนาจแต่งตั้งและปลดข้าราชการออกได้ ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องเป็นมุสลิมใน 4 จังหวัด (2) การศึกษาในชั้นประถมต้นจนถึงชั้นประถม 7 ให้มีการศึกษาภาษามลายูตลอด (3) ภาษีที่เก็บได้ให้ใช้ภายใน 4 จังหวัดนี้เท่านั้น (4) ในจำนวนข้าราชการทั้งหมดขอให้มีข้าราชการชาวมลายูร้อยละ 80 (5) ขอให้ใช้ภาษามลายูควบกับภาษาไทยเป็นภาษาราชการ (6) ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีเอกสิทธิ์ออกระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติการศาสนาอิสลามโดยความเห็นชอบของผู้มีอำนาจสูงสุด (7) ให้ศาลรับพิจารณาตามกฎหมายอิสลามแยกจากศาลจังหวัด มีโต๊ะกาลี (กอฎีหรือดะโต๊ะยุติธรรม) ตามสมควร และมีเสถียรภาพในการพิจารณาชี้ขาด (เฉลิมเกียรติ ขุนทองเพชร 2548: 87)
10 เป็นองค์กรสำคัญในการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ตั้งขึ้นตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 8/2524 ลงวันที่ 20 มกราคม 2524 ในรัฐบาลสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.ยะลา มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ขจัดปัญหาที่สะสมมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีความขัดแย้งในแนวคิดทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยใช้ภาษาไทยและภาษามลายูในการสื่อสารความเข้าใจ ใช้หลักการจิตวิทยาในการเรียนรู้และลดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนชาวมุสลิม เร่งพัฒนาสาธารณูปโภค อาชีพ และการศึกษาของคนในท้องถิ่นให้ทัดเทียมกับจังหวัดอื่นๆ และรักษาความเป็นธรรมในสังคมมุสลิมในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐประพฤติโดยมิชอบ ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนโดยมีกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 หรือที่รู้จักกันในนามของ พตท. 43 ปฏิบัติงานควบคู่ไปด้วย (http://www.sbpac.moi.go.th/policy1.html สืบค้นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2549)
11 10 โรงเรียนในปัตตานี 11 โรงเรียนในยะลา และ 13 โรงเรียนในนราธิวาส ในเดือนสิงหาคม 2536 มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแพะรับบาป แต่ศาลตัดสินปล่อยตัวให้พ้นข้อหาเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
12 เป็นคำร่ำลือว่าเหตุปล้น ฆ่า ข่มขืนในยามค่ำคืนเกิดขึ้นจากการกระทำของโจรนินจา ซึ่งสามารถเหาะเหินระหว่างต้นยาง และหายตัวได้ สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่ จนกระทั่งตั้งเวรยามลาดตระเวนเพื่อรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้าน กรณีรุมประชาทัณฑ์นั้น เป็นเหตุการณ์ที่ชาวบ้านอ.ระแงะ จ.นราธิวาส กว่า 3,000 คนปิดล้อมและรุมประชาทัณฑ์ตชด. 2 นาย ถึงแก่ความตาย พร้อมทั้งทำร้ายร่างกายตำรวจนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อ 26 เมษายน 2546 เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นโจรนินจา
13 ได้แก่ (1) ยกเลิกการจัดระเบียบโรงเรียนปอเนาะ แต่ให้รัฐส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียนปอเนาะแทน เพราะจังหวัดปัตตานี เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในภูมิภาคนี้มาหลายร้อยปี (2) จ้างและบรรจุคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 พันคนเข้ามาเป็นครูโดยจะไม่รับคนนอกพื้นที่เข้ามาโดยเด็ดขาด (3) ไม่ยกเลิกบุคคลสองสัญชาติซึ่งมีจำนวนแสนกว่าคน โดยส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่เข้าไปทำงานในมาเลเซียและสร้างรายได้เข้ารัฐปีละกว่าหนึ่งพันล้านบาท บุคคลเหล่านี้รัฐบาลมาเลเซียได้ออกใบอนุญาตทำงาน จำนวนคนที่มีปัญหามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น (4) ออกกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกกล่าวหาก่อนวันที่ 5 มกราคม 2547 และรัฐต้องหาอาชีพให้ทำ (5) ยกเลิกการส่งตำรวจจากส่วนกลางและทหารพรานลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ เพราะเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจากส่วนกลางไม่เข้าใจในวัฒนธรรมมุสลิม และเข้าไปสร้างปัญหามาก แต่ให้มีการส่งเสริมการตั้งกองกำลังรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านจากประชาชนในพื้นที่ขึ้นมาแทน โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ฝึกสอนและควบคุม (6) ยกเลิกกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ หากพื้นที่ใดยังต้องการความคุ้มครองจากทหารก็ให้คงกฎอัยการศึกไว้ หากพื้นที่ใดไม่ต้องการก็ให้ยกเลิกกฎอัยการศึก (7) ให้จัดทำโครงการต่างๆ ในการพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้งบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาทขึ้นมาใหม่ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมร่างแผนพัฒนาพื้นที่ด้วย
14 โดยหมู่บ้านสีแดงจะไม่ได้รับงบประมาณเลย หมู่บ้านสีเหลืองมีปัญหาเล็กน้อย ต้องแก้ไขปัญหา และหมู่บ้านสีเขียวไม่มีปัญหา รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณให้ ต่อมา กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ออกแถลงการณ์ว่าหมู่บ้านสีแดง คือหมู่บ้านที่มีแกนนำผู้เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ เจ้าหน้าที่จะเร่งเข้าทำความเข้าใจและขจัดเงื่อนไขอย่างเร่งด่วน หมู่บ้านสีเหลือง คือหมู่บ้านที่ไม่มีความชัดเจนของแกนนำและผู้เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ และหมู่บ้านสีเขียว คือหมู่บ้านที่เป็นปกติสุข
15 ยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมแต่งตั้ง พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ เป็นประธานกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน สั่งการแทนนายกรัฐมนตรี และระบุว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นดินแดนที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง
16 ศูนย์ฯมีกระบวนการทำงาน 3 ขั้นตอน คือ (1) รับแจ้งคนหาย โดยสภาทนายความภาค 9 (2) การตรวจพิสูจน์ศพ เริ่มจากศพนิรนาม 300 ศพที่ถูกฝังอยู่ในสุสานแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ซึ่งคาดว่าส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติก่อน จากนั้นก็เริ่มพิสูจน์ศพใหม่ที่มีการแจ้งเข้ามา และ (3) ติดตามว่าผู้ตายคือใคร

** ท่านสามารถ download บทความนี้ได้ หากนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาให้ถูกต้องด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
พิมพ์บทความ .pdf