** ท่านสามารถ download บทความนี้ได้ หากนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาให้ถูกต้องด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
พิมพ์บทความ .pdf
“ความตาย” ในแนวคิดทาง “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม”
ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ
1
พิริยะ ผลพิรุฬห์
2

We live as if we were not going to die
Zygmunt Bauman

นำเรื่อง
         การตายเป็นส่วนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของชีวิตมนุษย์ แม้จะมีการตัดสินใจอย่างรอบคอบในทุกด้านแล้วก็ตาม ในการศึกษาความตาย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางด้านจิตวิทยา ออตโต้ แร็งค์ (Otto Rank 1941) ศิษย์เอกคนหนึ่งของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) กล่าวว่า การตายเป็นความกลัวพื้นฐานของมนุษย์ที่นำมาซึ่งการเริ่มต้นของศาสนาที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจ การค้นคว้าหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ ตลอดจนการจัดระเบียบในสังคมทั้งหลายเพื่อหลีกเลี่ยงการตาย
         เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่กล่าวถึง “ทางเลือก” (Making Choices) อันเกิดจากการตัดสินใจภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด (Limited Resources) เพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจสูงสุด (Utility Maximization) โดยคำนึงถึงสัจธรรมเบื้องต้นของชีวิตมนุษย์ คือ “เกิด” “แก่” “เจ็บ” และ “ตาย” การศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนิยมอธิบายการตัดสินใจของมนุษย์เชิงเศรษฐกิจ (Economic Decision Making) รวมไปถึงพฤติกรรมสังคมในการดำรงชีวิตอย่างสอดคล้องต่อสัจธรรมทั้งสี่ ปัจจุบัน ปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญกับสาขาที่เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” (Behavioral Economics) มากขึ้น ซึ่งอธิบายพฤติกรรมการตัดสินใจต่างๆของมนุษย์ ที่อยู่นอกเหนือสมมติฐานของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิม ที่กล่าวไว้เพียงว่ามนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ โดยนักเศรษฐศาสตร์สาขานี้อาศัยแนวคิดทางด้านจิตวิทยาเข้ามาใช้อธิบายร่วมด้วย ดังงานของ Robin (1998) ที่พยายามศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ที่เบี่ยงเบนไปจากข้อสมมติฐานที่แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ได้ตั้งไว้
         การนำแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์เพื่ออธิบายความตายนั้นยังไม่มีการศึกษามากเท่าที่ควร และ ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ว่า มนุษย์จะวางแผนสำหรับทางเลือกต่างๆในการดำรงชีพ (Planning Horizontal Ends) จนเสียชีวิต หรือขยายให้รวมถึงระยะเวลาหลังการตายด้วย นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญในการวางแผนชีวิตก็คือ เราไม่สามารถที่จะทราบได้เลยว่าตนเองจะเสียชีวิตเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้การตัดสินใจทางเศรษฐศาสตร์ต่อเรื่องความตายนั้นไม่ได้รับการสนใจเท่าที่ควร
         นักเศรษฐศาสตร์ในอดีต ไม่ได้นำความตายมาเป็น “หนึ่งทางเลือก” ในการดำรงชีวิต แต่พยายามค้นหาเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์อายุยืนยาว และดำรงชีวิตอย่างมีความสุข เช่น การพัฒนาระบบสาธารณสุข การลดความเสี่ยงประเภทต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ความตายยังเป็นตัวชี้วัดระดับการพัฒนาของคนในสังคม เช่น อัตราการเสียชีวิตของเด็กและทารก หรืออัตราตายของมารดา รวมทั้งอายุขัยเฉลี่ยแรกเกิด เป็นตัวบ่งชี้ถึงความอยู่ดีมีสุขในด้านต่างๆ เป็นต้น
         การศึกษาประเด็นทางเศรษฐศาสตร์กับความตาย จำเป็นต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิทยากับความตาย ขณะที่พฤติกรรมของมนุษย์ถูกกำหนดจากสติสัมปชัญญะและสภาพจิตใจในช่วงนั้น ซึ่งในบางครั้งอาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ยกตัวอย่างเช่น วัยรุ่นส่วนใหญ่รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน แต่วัยรุ่นจำนวนมากเลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และส่งผลให้มีปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น การตั้งครรภ์ก่อนเวลาอันควร และการติดเชื้อโรคติดต่อที่ร้ายแรง ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัยรุ่นเหล่านั้นได้เลือกทางเลือก (ไม่ใช้ถุงยางอนามัย) ที่ทำให้เกิดภัยอันตรายและการเสียชีวิตมากขึ้น
         ในทางเศรษฐศาสตร์เรียก “ทางเลือก” และ “พฤติกรรม” เหล่านี้ว่าเป็น “พฤติกรรมที่ไม่มีเหตุมีผล” (Irrational Behavior) และเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยง ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมมุติฐานเดิมในแบบจำลองเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาการตัดสินใจผลิตและบริโภคสิ่งต่างๆ ดังนั้น การที่นักเศรษฐศาสตร์จะอธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับความตาย (Thanatology) จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิทยากับความตาย ดังแสดงในรูปข้างล่างนี้

กรอบความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา พฤติกรรม และความตาย

ความตายในมุมมองทางจิตวิทยา
         ในทางจิตวิทยามีการศึกษาประเด็นความตายกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการอธิบายถึงสาเหตุ ความสัมพันธ์ และผลที่ตามมาจากอารมณ์ทางลบของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับความตาย (เช่น ความกลัว ความกระวนกระวายใจ หรือความเศร้าโศกเสียใจ) Kubler-Ross (1969) อธิบายไว้ว่า ความรู้สึกทางลบต่างๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิต (ไม่ว่าจะกับตนเองหรือกับคนที่ตนเองรัก) เป็นความรู้สึกปฏิเสธความจริง (Denial Characteristics)
         การศึกษาวิจัยเรื่องความตายทางด้านจิตวิทยา ที่มีผลต่อการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์เริ่มขึ้นตั้งแต่ในช่วงกลางคริสตทศวรรษที่ 70 ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาความกระวนกระวายใจที่เกิดขึ้นจากความตาย (Death-Anxiety) โดยใช้แบบสอบถาม ได้ข้อสรุปว่า ในคนที่อายุน้อยมีระดับความกระวนกระวายใจที่เกิดขึ้นจากความตายสูงกว่า และต่ำลงในช่วงวัยกลางคนจนถึงวัยชรา (Forther and Neimeyer 1999) อย่างไรก็ตาม มีงานศึกษาจำนวนไม่มากนักอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติต่อความตาย เช่น Kopp and Pullen (2002) พบว่า บุคคลที่เลือกซื้อสินค้าที่จะต้องใช้เมื่อเสียชีวิตแล้ว (End-of-Life Good) เช่น ประกันชีวิต มักมีระดับความกังวลใจที่เกี่ยวข้องกับการตายมากกว่า และเป็นการตัดสินใจที่ยากกว่าการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าทั่วไป เช่น บ้าน หรือรถยนต์ ซึ่งสะท้อนความรู้สึก “ปฏิเสธความตาย” หรือ “ปฏิเสธระยะเวลาที่จำกัด” ก่อนที่ความตายจะมาถึง
         นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เช่น Becker (1973) ได้เสนอ “ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความรู้สึกหวาดกลัว” (Terror-Management Theory) โดยพยายามศึกษาถึงการบริหารจิตใจเพื่อลดระดับของความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นจากความตาย เช่น การเพิ่มความมั่นใจในตนเอง Greenbert และคณะ (1990, 2000) พบว่า การพยายามอธิบายการตายว่าเป็นสัจธรรมในชีวิตที่มนุษย์ต้องยอมรับ ทำให้บุคคลที่กำลังเผชิญกับความตายสามารถรักษาระดับความกระวนกระวายใจได้ดีกว่าการบ่ายเบี่ยงที่จะพูดเรื่องความตาย เช่น การที่หมอเลือกบอกคนไข้ว่าเป็นโรคมะเร็งและจะเสียชีวิตอย่างแน่นอน และพยายามช่วยให้คนไข้ยอมรับความจริง จะส่งผลกระทบทางด้านจิตใจต่อคนไข้น้อยกว่าการพูดให้กำลังใจโดยไม่บอกความจริงและปล่อยให้คนไข้เผชิญกับความจริงในภายหลัง
การศึกษาทางด้านจิตวิทยากับความตาย จึงเน้นถึงระดับการเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจ ซึ่งนักจิตวิทยาเชื่อมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของมนุษย์ และนำไปสู่การตัดสินใจต่างๆตามมา
ความตายในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์
         แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มักจะไม่นำประเด็นความตายเข้ามาพิจารณาในการตัดสินใจ การตายและอายุขัยของบุคคลหนึ่งๆ ถูกกำหนดให้เป็นข้อสมมุติ (assumption) ในแบบจำลองพฤติกรรม การที่มนุษย์ “เลือกที่จะเสียชีวิต” มีต้นทุนทางด้านจิตใจที่สูงอย่างมหาศาล ในภาพรวมแล้ว ความตายเป็นการสูญเสีย ดังนั้น การปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยควร และการที่มนุษย์ไม่อยากให้คนที่รักเสียชีวิตสะท้อนถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่ไม่อยากตาย เพราะ “ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการตาย” (Economic Cost of Death) ที่เกิดขึ้นกับบุคคล ครอบครัว และสังคม มีทั้งต้นทุนทางจิตใจ (Psychic Cost) และต้นทุนทางการเงิน (Financial Cost) ที่ประมาณค่าไม่ได้
         ดังนั้นเศรษฐศาสตร์จึงไม่ได้มองว่าการตายเป็นทางเลือก แต่มองว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น และมนุษย์พยายามที่จะหลีกเลี่ยง โดยพิจารณาว่า การตายเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ แต่มีโทษมหาศาล ยกเว้นในบางสาชาอาชีพ (เช่น สัปเหร่อ หรือช่างทำโลงศพ) ที่รับประโยชน์จากการเสียชีวิต ทำให้คนที่มีเหตุผล (Rational Persons) เลือกที่จะหลีกเลี่ยงปัจจัยหรือภัยคุกคามต่างๆ ที่นำมาซึ่งความตาย โดยนักเศรษฐศาสตร์ อธิบายพฤติกรรมของบุคคลที่เลือกนำตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับความตาย (เช่นการคิดฆ่าตัวตาย การเสพยาเสพติด หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน) ว่า เกิดจากทัศนคติต่อความเสี่ยงและความระมัดระวังของแต่ละคน และเรียกบุคคลที่เลือกที่จะตายโดยไม่พิจารณาต้นทุนที่สูงซึ่งเกิดจากความตายว่าเป็น “คนที่ไม่มีเหตุผล” (Irrational Persons)
         สาเหตุอีกประการหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่นำประเด็นความตายเข้ามาพิจารณาในการตัดสินใจก็คือ มนุษย์ไม่สามารถรู้ได้ว่าเสียชีวิตเมื่อใด การไม่รู้เปรียบเสมือนกับการขาดข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจต่างๆ ในการใช้ชีวิต การผลิต และการบริโภค และอยู่บนพื้นฐานของการคาดประมาณ
         อย่างไรก็ตาม เมื่อนำแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของ “การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์” (Cost-Benefit Analysis) มาพิจารณา พบว่า สามารถอธิบายถึงการตัดสินใจที่เกี่ยวเนื่องกับความตายได้ เช่น นาย ก. อายุ 15 ปี รู้ว่าจะเสียชีวิตเมื่ออายุ 20 ปี นาย ก. อาจเลือกไม่เรียนหนังสือ ไม่ทำงาน ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการประกอบกิจกรรมที่สร้างความสุขให้กับตนเองมากที่สุด เช่น การเที่ยวเตร่ เพราะคิดว่าการเรียนหนังสือและการทำงานเป็น “ต้นทุน” (Cost) อย่างหนึ่ง ซึ่งได้รับประโยชน์ (Benefit) ในช่วงอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งนาย ก. ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
         เมื่อพิจารณาต้นทุนที่เกิดจากการตาย สามารถจำแนกได้ 3 ประการ
        ต้นทุนอย่างแรก
เกิดขึ้นกับบุคคลที่เสียชีวิต เศรษฐศาสตร์มองว่าความตายเป็นการเสียโอกาสที่จะมีความสุขกับการใช้ชีวิต ดังนั้นความตายจึงมี “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) สูง เพราะการมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะมีความสุขมากหรือน้อย ถือเป็นประโยชน์ (benefits) ทั้งสิ้น ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เลือกที่จะตาย นักเศรษฐศาสตร์ได้อธิบายว่า ประโยชน์ส่วนบุคคลที่แท้จริงจากการมีชีวิตอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นเห็นคุณค่าของตนเองมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นไปได้ที่บุคคลบางกลุ่มอาจมองว่าการมีชีวิตอยู่เป็นต้นทุนที่สูงเช่นเดียวกัน (และอาจสูงกว่าการเลือกเสียชีวิต)
         ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาต้นทุนที่เกิดจากการตายที่มีการศึกษากันมากในทางเศรษฐศาสตร์ คือทัศนคติเรื่องความตาย ของแต่ละบุคคล โดยผลกระทบของการเลือกใช้ชีวิตที่เหลือขึ้นอยู่กับ “ระดับการยอมรับและความเข้าใจ” (Sophistication) การตายของแต่ละบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่มนุษย์ “ปฏิเสธความเป็นจริง” (Denial) ว่าตนเองจะเสียชีวิตและไม่สามารถทำใจยอมรับการตายที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ Kopczuk and Slemrod (2002) ได้ทำการศึกษาถึงความแตกต่างของบุคคล พบว่า “บุคคลที่ปฏิเสธความเป็นจริง” (Forward-Na?ve Person) มีแนวโน้มที่จะบริโภคต่ำกว่าบุคคลที่ยอมรับว่าตนจะเสียชีวิต (Forward-Sophisticated Person) ซึ่งบุคคลเหล่านั้นมีแนวโน้มทำให้เกิดต้นทุนการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน (Misallocation of Resource) ในตลาดที่มากกว่า ดังนั้น เมื่อนำกรณีศึกษาของนาย ก. มาพิจารณาว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่โดยดูรูปแบบของการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการบริโภค (Pattern of Lifetime Consumption) ของนาย ก. จะพบว่า นาย ก. เป็นผู้ที่มีทัศนคติต่อการเสียชีวิตในลักษณะที่ยอมรับความเป็นจริง และนาย ก. เลือกที่จะจัดสรรทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตที่เหลืออยู่ของตน
         นอกจากนี้ Rainey และ Epting (1977) ยังพบว่า บุคคลที่ไม่มีความเสี่ยงต่อการตายจะเป็นบุคคลที่มีการจัดการบริหารทรัพยากรได้ดีกว่า และมีพฤติกรรมที่มีความรอบคอบกว่าบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการตาย เช่น มีการวางแผนการจัดการกับศพ การทำนิติกรรมล่วงหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตายของตน ตลอดจนการเลือกซื้อประกันชีวิต ได้ดีกว่า
         ต้นทุนอย่างที่สอง เกิดขึ้นในลักษณะของผลกระทบภายนอก โดยที่การตายของบุคคลๆหนึ่งได้ส่งผลกระทบทางลบต่อบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่างเช่น การเสียชีวิตของหัวหน้าครอบครัวที่เป็นหลักในการหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว จะเกิดต้นทุนภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว สมาชิกคนอื่นๆ ต้องรับภาระเมื่อหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต เครื่องมือที่ลดความเสี่ยงต่างๆ เช่น การซื้อประกันชีวิต อาจช่วยลดผลกระทบจากการตายอยู่บ้าง แต่ผลกระทบภายนอกยังคงมีอยู่ในระดับสูงหลังการตาย Hurd และ Wise (1989) ได้อธิบายว่า การเสียชีวิตของหัวหน้าครอบครัวที่เป็นผู้ชาย จะส่งผลทำให้มาตรฐานการครองชีพของครอบครัวนั้นลดลง เมื่อนำมาเทียบกับเส้นความยากจน พบว่า ทำให้ครอบครัวนั้นยากจนลงด้วย นอกจากนี้ ยังมีการคาดประมาณว่า การเสียชีวิตของสามีทำให้มาตรฐานการครองชีพของภรรยาลดลงประมาณร้อยละ 25 หรือมากกว่า ขณะที่ Bernheim และคณะ (2001) ได้พบว่าการซื้อประกันไม่ได้ช่วยทำให้ครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวเสียชีวิตนั้น ประสบปัญหาทางด้านการเงินน้อยลงแต่อย่างใด โดยเฉพาะกับครอบครัวที่เพิ่งแต่งงานใหม่หรือครอบครัวที่สามีและภรรยาอายุยังไม่มาก
         ต้นทุนอย่างสุดท้าย ที่เกิดจากความตายสะท้อนถึงการสูญเสียทรัพยากรบุคคลในสังคมที่ประมาณค่าไม่ได้ (Invaluable Human Resource) นักเศรษฐศาสตร์ได้พยายามคาดประมาณ “มูลค่าชีวิตเชิงสถิติ” (Value of Statistical Life หรือ VSL) โดยคำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาประเทศ ซึ่งอธิบายว่า ค่า VSL จะสูงสุดในกลุ่มของคนทำงานวัยหนุ่มสาว (28-32 ปี) และลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ผู้สูงอายุและคนชรามี VSL ต่ำกว่าช่วงอายุอื่นๆ และค่า VSL ลดลงอย่างรวดเร็ว จากผลของการวิจัยโดยคำนวณหาค่า VSL ของคนงานในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาพบว่า ในแต่ละช่วงอายุจะมีค่า VSL ที่ต่างกัน ดังที่แสดงในตารางข้างล่าง

ตารางมูลค่าของชีวิตเชิงสถิติของคนงานในประเทศสหรัฐอเมริกาจำแนกตามช่วงอายุ

ช่วงอายุ (ปี)
มูลค่าของชีวิตเชิงสถิติ (VAL)
(ล้านเหรียญสหรัฐ)
(ล้านบาท)*
18-22
$3.13
125.20
23-27
$4.14

165.60

28-32
$5.76
230.40
33-37
$5.68
227.20
38-42
$4.83
193.20
43-47
$3.63
145.20
48-52
$3.12
124.80
58-62
$2.51
100.40
* 1 เหรียญสหรัฐมีค่าเท่ากับ 40 บาท
ที่มา: Aldy J. and Viskusi K. 2003.
         VSL มีความสำคัญสำหรับผู้วางนโยบายเพื่อ “ลดความเสี่ยง” (Risk Reduction) ต่างๆ เช่น ความเสี่ยงจากการทำงาน ความเสี่ยงจากท้องถนน และใช้มากในธุรกิจประกันชีวิต เพื่อคำนวณหาค่าเบี้ยประกันภัย ค่าสินไหมทดแทน หรือนำมาใช้คำนวณในระบบประกันสังคมประเภทต่างๆ เมื่อนำแนวคิด VSL มาวิเคราะห์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก (อย่างกรณีของคลื่นยักษ์สึนามิหรือการถล่มของตึกเวิร์ลเทรด) จะเห็นได้ว่า เป็นการสูญเสียที่มีมูลค่ามหาศาล
สรุป
         แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่พิจารณาความตายในฐานะเป็นทางเลือกหนึ่งเป็นการต่อยอดทางวิชาการให้ศาสตร์การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยานี้จึงมีประโยชน์ในการเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และจำเป็นที่จะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาการศึกษาที่เกี่ยวกับความตายทางด้านจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ เนื่องจากเศรษฐศาสตร์ยังเป็นแนวคิดเพื่อการตัดสินใจภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจสูงสุด โดยใช้แนวทางการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์เป็นสำคัญ ซึ่งต้นทุนและประโยชน์จากความตายนั้นยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในวงวิชาการต่างๆ อยู่

เอกสารอ้างอิง

Aldy, J. and Viskusi K. 2003. “Age Variation in Workers’s Value of Statistical Life, NBER Working
  Paper No. 10199.
Becker, Ernest. 1973. The Denial of Death, New York: Free Press.
Fortner, Barry V. and Neimeyer, Robert A. 1999. “Death Anxiety in Older Adults: A Quantitative
  Review”. Death Studies. 23(5): 387-411.
Bernheim, Douglas B., Carmen, Katherine Grace, Gokhale, Jagadeesh, and Kotlikoff, Lurence J.
  2001. “The Mismatch between Life Insurance Holdings and Financial Vulnerabilities:
Evidence from the Survey of Consumer Finances”, NBER Working Paper No.8544,
Cambridge: National Bureau of Economic Research.
Greenberg, J, Arndt, J., Simon, L., Pyszczynski, T., and Solomon, S. 2000. “Proximal and Distal
  Defenses in Response to Reminders of One’s Motlity: Evidence of a Temporal Sequence”.
Personality and Social Psychology Bulletin,. Vol. 26: 91-99.
Greenberg, J., Pyszczynski, T., Solomon, S., Rosenblatt, A., Veeder, M., Kirkland, S., and Lyon, D.
  1990. “Evidence for Terror Management Theory II. The Effects of Motality Slience
Reactions to Those Who Threaten or Bolster the Cultural Worldview”, Journal of Personality
  and Social Psychology. Vol.58: 308-318.
Hurd, Michael D. and Wise, David. 1989. “The Welth and Poverty of Widows: Assets Before and
  After the Husband’s Death” in David Wise, Editor: 177-199. The Economics of Aging. Chicago: University of Chicago Press.
Kubler-Ross, Elisabeth (1969) on Dealth and Dying, New York: Mcmillan.
Kopp, Steven W. and Pullen, Brain K. 2002. “Death Attitudes and Consumer Behavior: Purchasing
  ‘End of Life’ Goods”. University of Arkanas, mimeo.
Rabin, Mattrew. 1998. “Psychology and Economics”. Journal of Economic Literature. Vol. 8: 19-28.
Rainey, L. C. and Epting, F.R. 1977. “Death Threat Constructions in the Student and the Prudent.”
  Omega: Journal of Death and Dying. Vol.1: 19-28.

1 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
2 คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

** ท่านสามารถ download บทความนี้ได้ หากนำไปใช้กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาให้ถูกต้องด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
พิมพ์บทความ .pdf